Posted by: สิงห์ขาว | สิงหาคม 10, 2011

ปฏิบัติธรรมวันแม่แห่งชาติ

ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรมวันแม่แห่งชาติ

๑๒ – ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๔

ณ วัดปัญญานันทาราม

ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

โทร.02-9046065

Advertisements
Posted by: สิงห์ขาว | สิงหาคม 10, 2011

วันแม่แห่งชาติ

 

ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

คณะผู้จัดทำ http://watpanya.net 

วันแม่แห่งชาติ

วันที่ ๑๒  สิงหาคม

ความเป็นมาของวันสำคัญ

            วันแม่แห่งชาติหรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “ วันแม่ ” ทุกคนรับทราบและซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่ของชาติด้วย

            แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาวันที่ ๑๕ เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรองเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๓ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๓ เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานไห้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่ของชาติ ประกวดคำขวัญวันแม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้ งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ( สมัยนั้น ) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ

            ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา จากหนังสือของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการซึ่งแม่หลวงของปวงชนพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๐ มีข้อความตอนหนึ่งเทิดพระเกียรติไว้ว่า

            แม่ที่ดีย่อมรู้จักส่งเสริมธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมประจำชาติเพราะแม่ทราบดีว่า ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้ว ความเป็นไทยที่แท้จริงจะมิปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา

            แม่ที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามระบอบของการปกครองแบบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยรักเคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

            หญิงไทยทุกคน ย่อมจะมีคุณลักษณะต่าง ๆ ของแม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่แล้ว จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการศึกษาและการฝึกหัดอบรม แต่จะหาหญิงใดที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกประการเสมอเหมือนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถนั้นไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯ ว่าทรงเป็น แม่หลวงของปวงชน ผู้ทรงเป็นศรีสง่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของบ้านเมือง และของประชาชนชาวไทยทั้งมวล ”

            ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของวันแม่ของชาติตามเหตุผลของทางราชการ

            ส่วนที่เกี่ยวกับวันแม่ของไทยตามความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของคนไทยผู้เป็นแม่ คำว่าแม่นี้เป็นคำที่ซาบซึ้งไม่มีการกำหนด วัน เวลา แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจของผู้เป็นแม่และลูกมานานแล้ว ดังสำนวนไทยประโยคหนึ่งว่า “ แม่ใครมาน้ำตาใครไหล ” ซึ่งพระวรเวทย์พิสิฐได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณกรรมเรื่อง “ แม่ ” ว่า

            เด็กไทยตามหมู่บ้านในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กมักเล่นกันเป็นหมู่ ๆ เด็กคนไหนแม่อยู่บ้านเวลาเขาเล่นอยู่ในหมู่เพื่อนหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กคนไหนที่แม่ไม่อยู่ ต่างว่าไปทำมาหากินไกล ๆ หรือไปธุระที่ไหนนาน ๆ ก็มีหน้าตาเหงาหงอย ถึงจะเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อนในเวลานั้นก็พลอยสนุกไปแกน ๆ จนเด็กเพื่อน ๆ กันรู้กิริยาอาการ เพราะฉะนั้นพอเด็ก ๆ เพื่อน ๆ แลเห็นแม่เดินกลับมาแต่ไกลก็พากันร้องขึ้นว่า แม่ใครมาน้ำตาใครไหล แล้วเด็กคนนั้นผละจากเพื่อนเล่นวิ่งไปหาแม่ กอดแม่ น้ำตาไหลพราก ๆ ด้วยความปลื้มปีติ แล้วจึงหัวเราะออก ลักษณะการที่เด็กแสดงออกมาจากน้ำใจอันแท้จริงอย่างนี้ ย่อมเกิดจากสนิทสนม ชิดเชื้อมีเยื่อใยต่อกัน แม่ไปไหนจากบ้านก็คิดถึงลูกและลูกก็เปล่าเปลี่ยวใจเมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน นี่คือธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างสรรค์บันดาล มันเกิดขึ้นเอง ”

            และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดิมที่อ้างข้างต้นให้ความหมายของคำว่า “ แม่ ” ว่า

            “ เสียงที่เปล่งออกมาจากปาก เป็นคำที่มีความหมายว่า แม่ เป็นเสียงและความหมายที่ซึ้งใจ มีรสเมตตาคุณ กรุณาคุณและความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์ เด็กน้อยที่เหลียวหาแม่ไม่เห็นก็ส่งเสียงเรียก ตะโกนเรียก แม่ แม่ ถ้าไม่เห็นก็ร้องไห้จ้า ถ้าเห็นแม่มาก็หัวเราะได้ทั้งน้ำตา นี่เพราะอะไร เราเดาใจเด็กว่า เมื่อไม่เห็นแม่เด็กต้องรู้สึกใจหาย ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าขาดผู้ที่ปกปักรักษาให้ปลอดภัย แต่พอเห็นแม่เข้าเท่านั้นก็อุ่นใจ ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งหมด

            เราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเอ่ยคำว่าแม่ขึ้นทีไรก็มักจะรู้สึกเกินออกไปจากความหมายที่เป็นชื่อเท่านั้น ย่อมนึกถึงความสัมพันธ์ที่แม่มีต่อเราเกือบทุกครั้ง แม่รักลูก ถนอมลูก สงสารลูก หวังดีต่อลูก จะไปไหนจากบ้านก็เป็นห่วงลูก รับประทานอะไรก็คิดถึงลูก ถึงกับแบ่งของรับประทานนั้นไว้ให้ลูก ลักษณะเหล่านี้ย่อมตรึงใจเรามิวาย ”

            อย่างไรก็ตาม การที่ทางราชการได้ประกาศกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติย่อมก่อให้เกิดวันอันเป็นที่ระลึกที่สำคัญยิ่งของไทยเราวันหนึ่ง และกำหนดให้ถือว่า ดอกมะลิ สีขาวบริสุทธิ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ตัวเราอย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์  สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า

            ดอกเอ๋ยดอกมะลิ                                             ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น

            สดสะอาดปราศสีราคีระคน                             เหมือนกมลใสสดหมดระคาย

            กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง                          เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย

            อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย                           ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย ฯ

“แม่”  ที่แท้จริง ในทัศนะของพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)
โดย พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม
 

“แม่ที่แท้จริงของเรานั้น  คืออะไร  แม่ที่แท้จริงของเราคือ ธรรมะ  อันเป็นหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า   พระธรรมนั่นแหละ   เป็นแม่ที่แท้จริงของเรา  ที่เราควรจะเคารพบูชาสักการะ  แล้วเอามาไว้ในชีวิตจิตใจของเรา”
 

“ความเป็นอะไรของคนเรานั้น  เป็นได้ถูกต้องเรียบร้อยดีต้องเอาธรรมะมาทำให้เป็น  ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นต้องเป็นด้วยความมีธรรมะ  ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว  ก็จะเป็นไม่ได้  เป็นได้ก็เพียง “คน” เท่านั้นเอง  คนไทยเราจึงพูดว่า   “คอหยักๆ สักแต่ว่าคน”
 

“มนุษย์” กับ “คน” นั้น แตกต่างกันคือ  ความเป็น  “คน”  นั้นเป็นเพราะ เกิดมาจากท้องแม่ ก็เรียกว่าเป็นคนแล้ว  ร้องได้นี่ก็เป็นคนแล้ว  ความเป็น “มนุษย์” นั้น  เมื่อเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ  ต้องมีคุณธรรมเข้าไปประคับประคองจิตใจ  จึงจะได้เกิดอีกทีหนึ่งเรียกว่าเกิดเป็นมนุษย์”
“ขั้นแรกเกิดเป็นคน เกิดจากท้องแม่นี่เกิดเป็นคนแล้ว  ต่อมาก็เกิดเป็นมนุษย์  เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดจากพระธรรม  พระธรรมทำให้เราเป็นมนุษย์”
 

“ผลไม้บางอย่าง  เราดูผลว่าสุกแล้ว  แต่ว่าพอปอกเข้าไปข้างใน  มีตัวหนอนตัวใหญ่ๆ เข้าไปยึดครองอยู่  เราก็กินผลไม้ผลนั้นไม่ได้   ชีวิตคนเรานี่ก็เหมือนกัน  ถ้าหากว่า  เป็นแต่เพียงภายนอก  ก็เรียกว่า เป็นแบบจอมปลอม  แต่ถ้า เป็นออกมาจากข้างใน  เรียกว่า เป็นแท้  เป็นมาจากข้างใน คือใจมันเป็น  ใจเป็นก็เพราะมีธรรมะเข้าประคับประคองใจ  คนนั้นจึงเรียกว่าเป็นผู้เกิดจากธรรม  มีธรรมเป็นแม่  เป็นผู้ให้เกิด  เป็นผู้คุ้มครองรักษา เป็นผู้เลี้ยงดู  เป็นผู้ทำให้เจริญให้ก้าวหน้าด้วยประการต่างๆ อันนี้ก็คือ  แม่  ที่เราต้องมี”
 

“เวลาใดเราขาดแม่ธรรมะ  เมื่อนั้นเราก็เป็นไม่สมบูรณ์  ไม่เรียบร้อย  ชีวิตตกต่ำลงไปทันที  เมื่อใดชีวิตตกต่ำ เมื่อนั้นเรามีความทุกข์  มีปัญหา  มีความเดือดเนื้อร้อนใจด้วยประการต่างๆ

แม่  ในทัศนะของพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)

โดย พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม

 หลวงพ่อปัญญานันทะ ได้เทศน์ให้เหล่าพุทธศาสนิกชนฟังเกี่ยวกับ “พระคุณแม่” ในหลายๆ ครั้ง ท่านได้ให้ทัศนะถึงความเป็นแม่ในสตรีเพศว่า

 “ผู้หญิงเมื่อแต่งงานแล้ว ก็อยากจะเป็นแม่ด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสจะเป็น ก็มักจะวิ่งเต้นขวนขวาย เขาบอกว่าหลวงพ่อที่ไหนศักดิ์สิทธิ์ หรือมีอะไรศักด์สิทธิ์ ก็มักจะไปกราบไหว้ เพื่อขอให้มีลูกกับเขาบ้าง อันนี้แสดงว่าน้ำใจของสตรี เมื่อแต่งงานแล้วก็อยากเป็นแม่ต่อไป”

 “ทำไมท่านจึงอยากเป็นแม่ เพราะว่าเมื่อไม่มีลูก ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้ใคร เด็กเป็นความหวังของครอบครัว เป็นอนาคตของวงศ์สกุล เพราะฉะนั้นครอบครัวใดมีบุตร มีธิดา ก็สบายใจ สบายใจว่าทรัพย์ที่เราหาไว้ได้นั้นไม่ไปไหน จะตกแก่ทายาทของเรา เมื่อเราแก่ชราลงไปจะมีคนเลี้ยงดูเรา ให้ความสุข ความสบายแก่เรา เผื่อเราตายลูกจะได้ทำบุญให้แก่เรา อันนี้เป็นความปรารถนาของมารดาทั่วๆ ไป”

ความรักของแม่

 
 “แม่กับลูก ลูกจะเป็นอะไรก็ตาม แม่ยังคอยสอน คอยเตือนอยู่ เหมือนกับว่าลูกนี่ยังเป็นเด็กน้อย ๆ อาตมานี่เป็นนักเทศน์นักสอน เที่ยวสอนคนทั่วบ้านทั่วเมือง  เมื่อสมัยคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ กลับไปบ้านทีไร พูดทุกที สอนทุกที เตือนทุกครั้ง ท่านเตือนว่า อย่าประมาท….คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ไปไหนต้องระมัดระวัง อาหารการกินต้องระวัง บางทีเขาอาจไม่ชอบเราก็ได้ จึงต้องระมัดระวัง แม้เงินทองท่านก็เตือนว่า ได้เงินได้ทองมาแล้วใช้ให้เป็นประโยชน์ อย่าเอาไปใช้จ่ายในทางเหลวไหล”

“จำได้ว่าคราวหนึ่ง ไปเทศน์ที่เมืองพัทลุง สมัยนั้นเงินมันแพง เขาติดกัณฑ์เทศน์ยี่สิบบาท นี่ถือว่ามากเต็มที่แล้ว ปกติไปเทศน์ได้บาท สองบาท ห้าบาทอย่างสูง คราวนี้เขาติดตั้งยี่สิบบาท พอเทศน์จบแล้ว คุณแม่ไปพบที่กุฏิ คุณแม่ถามว่า วันนี้เทศน์ได้ตั้งยี่สิบบาท เอาไปไหน ก็บอกว่า เอาไปใช้จ่ายอะไรต่ออะไร ท่านก็บอกว่า ควรจะถวายวัดสักสิบห้าบาท เอาไปใช้สักห้าบาทก็พอแล้ว เพราะว่าทางวัดเขาใช้จ่าย ต้อนรับแขกเหรื่อไปมากในวันนี้ ให้ทำบุญไปเสียสักสิบห้าบาท”
 

“อาตมาได้ฟังแล้วมันตื้นตันใจ  ตื้นตันว่า คุณแม่นี่ ท่านรักเรา  ท่านหวังดีต่อเรา  ยังตามมาสอนมาเตือน เวลานั้นอายุมันยังไม่แก่ขนาดนี้หรอก  เพียงสามสิบ  หรือยี่สิบเจ็ดอะไรอย่างนั้นแหละ  เมื่อคุณแม่มาเตือนอย่างนั้นก็ต้องปฏิบัติตาม  เอาเงินไปถวายสมภาร  บอกว่าทำบุญกับวัดสักสิบห้าบาท  ท่านถามว่า  ทำไมไม่เอาไปใช้ ไปเรียนหนังสือ  จะได้ซื้อหนังสือ หนังหา เลยเล่าให้ท่านฟัง ว่าแม่มาสอน เมื่อตะกี้นี้  บอกว่าให้ทำบุญสักสิบห้าบาท เอาไปใช้สักห้าบาทก็พอแล้ว  ท่านสมภารท่านฟังยิ้ม ๆ ท่านยิ้ม…..คงนึกในใจว่า   เอ! แม่ท่านปัญญานี่สำคัญ  มาสอนมาเตือนลูก

Posted by: สิงห์ขาว | สิงหาคม 7, 2011

“แม่” เป็นอาหุเนยยบุคคล

แม่ เป็นอาหุเนยยบุคคล โดย พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม 

            แม่เป็นพระอรหันต์ของลูก  ทำให้ลูกได้บุญกุศล ที่ลูกได้ปฏิบัติถูกต้อง เพราะมี พ่อ แม่คอยอบรมสั่งสอน ดูแลด้วยความเอาใจใส่ คือเป็นอาหุเนยยบุคคล หรือพระอรหันต์ของลูก

            ลูกๆ จึงควรจัดเครื่องสักการะ อันมีข้าวและน้ำ เป็นต้น นำไปสักการะคุณพ่อ คุณแม่ เพราะท่านควรแก่การรับของสักการะ ด้วยท่านเป็นอาหุเนยยบุคคล เป็นที่ตั้งแห่งบุญของลูก

            กล่าวคือ ควรที่ลูกจะประพฤติปฏิบัติ และดูแลท่านทั้งสองเป็นการตอบแทน ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ในสพรหมสูตร  ในติกนิบาต  และจตุกกนิบาต   อังคุตตรนิกาย ว่า

ภิกษุทั้งหลาย คำว่า พรหม  นั้นเป็นชื่อของบิดา มารดา คำว่า บุรพเทพ คำว่า บุรพาจารย์ คำว่า อาหุเนยยบุคคล เป็นชื่อของบิดา มารดา เพราะเหตุว่าท่านทั้งสอง มีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยงและแสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย

            ลูกๆ ทุกคนจึงควรระมัดระวังในการพูด การกระทำของตัว เพราะว่าเรากำลังอยู่กับผู้ที่ทำให้เราได้บุญสูงสุดตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ระมัด ระวัง ก็เท่ากับเราได้ทำร้ายตัวเอง โดยที่ท่านไม่ต้องทำอะไรแก่เรา ซึ่งเป็นอันตราย ด้วยเหตุที่เราจะไปทำดีกับใครที่ไหนไม่ได้อีก เพราะคนดีที่สุด บริสุทธิ์ที่สุดอย่างพ่อ แม่ เราผู้เป็นลูกยังทำความดีให้ไม่ได้ แล้วจะมีใครมารองรับความดีของเรา จึงเป็นบุญแท้ๆ ที่เราได้พบอาหุเนยยบุคคล

Posted by: สิงห์ขาว | สิงหาคม 6, 2011

“แม่” เป็นบุรพาจารย์ของบุตร

แม่เป็นบุรพาจารย์ของบุตร โดยพระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม

            พ่อแม่ สอนเราทั้งในหลักสูตรและนอกหลักสูตร สอนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติจากชีวิตจริง  สอนโดยไม่จำกัดเวลา สถานที่ ; สอนตั้งแต่ลูกเกิด ; จงนั่งอย่างนี้ ยืนอย่างนี้ และบุคคลนี้ลูกควรเรียกว่า พ่อ แม่

            คำสอนของพ่อแม่นั้น มีคุณค่าเสมอ แม้บางคำอาจปนอยู่กับคำหยาบคาย เป็นคำสั่งที่ออกจากใบหน้าที่บึ้งตึง

            แต่ในคำพูดของท่านจะเต็มไปด้วยประโยชน์ เพราะเป็นคำสอนที่มาจากใจที่บริสุทธิ์ ท่านสอนด้วยความเมตตา และปรารถนาดี มีความห่วงใยไปจนถึงอนาคต

ลูกควรภูมิใจที่มีพ่อแม่ คอยอบรมตักเตือนเข้มงวด นับว่าเป็นบุญ ที่จะช่วยให้ต่อไปภายหน้า เราจะเอาตัวรอดได้ และคงไม่มีใคร ที่จะมาว่ากล่าวตักเตือนเราอยู่เสมออย่างบริสุทธิ์ใจ

เพราะอาจารย์ท่านอื่นจะสอนศิลป์  สอนให้เรารู้ดี รู้ชั่ว  สอนเราได้บวชเรียน หรือสอนให้เราได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน อาจารย์เหล่านั้นทั้งหมด ยังถือว่าเป็นปัจฉาจารย์  ส่วนพ่อ แม่นั้นเป็นอาจารย์ก่อนท่านอื่นทั้งหมดจึงได้ชื่อว่า บุรพาจารย์ ของลูก

Posted by: สิงห์ขาว | สิงหาคม 5, 2011

“แม่” เป็นบุรพเทพของบุตร

 

“แม่” เป็นบุรพเทพของบุตร  โดย พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม

เราเคยมีความเชื่อกันว่าโลกที่เราอาศัยรอดปลอดภัยมาทุกวันนี้ เนื่องจากถือว่า ท้าวโลกบาลที่ประจำอยู่ในทิศทั้ง ๔ คอยปกป้องคุ้มครอง จึงได้นับถือสืบต่อกันมา

แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า วิสุทธิเทพ กล่าวคือ พระขีณาสพไม่ยึดถือเป็นอารมณ์ ต่อความผิดที่คนพาลทำแล้ว แต่หวังให้สิ่งนั้นเสื่อมไป สิ้นไป และคอยที่จะเห็นความเจริญ ที่จะเกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น นับว่าพระขีณาสพมีชีวิตทำทุกสิ่งเพื่อประโยชน์แก่มหาชนโดยส่วนเดียว ท่านรับสักการะ ก็นับว่ามีผลานิสงส์มาก เพราะเป็นทักขิเนยยบุคคล ฉันใด ; พ่อแม่ก็ฉันนั้น ไม่คำนึงถึงความผิดของบุตรทั้งหลาย มีชีวิตทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีมีสุขของลูก นับว่าเป็นผู้ควรรับทักษิณาจากลูกๆ จึงมีอานิสงส์มาก ด้วยพ่อแม่เปรียบดังเทพ เพราะประพฤติเช่นเดียวกับเทพ และเป็นเทพที่คอยช่วยเหลือดูแลโลก ให้อยู่รอด ปลอดภัยตลอดมา

เทพเหล่าอื่น เรารู้จักได้ก็เพราะพ่อแม่ ; สมมติเทพ, อุปัติเทพ และวิสุทธิเทพ เป็นต้น ต่างเป็นปัจฉาเทพ ส่วนพ่อแม่ชื่อว่า “บุรพเทพ” เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะก่อนเทพอื่น

การปกป้องลูกนั้น เทพเหล่าอื่น หรือแม้กระทั่งพ่อ ก็ยังทำได้น้อยและไม่ชัดเจนเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมชาติได้มอบภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่แก่สตรีเพศ ที่บุรุษเพศไม่อาจรับภาระแทนได้ คือหน้าที่ของความเป็นแม่

นับแต่การเริ่มปฏิสนธิในครรภ์ : แม่จะกระทำกิจการงานใดก็ต้องมีความระวัง ด้วยกลัวว่าจะมีผลกระทบลูกน้อยในท้อง เคยทานเผ็ด รสจัด ก็ต้องลดลง เคยกระโดดโลดเต้นก็ต้องหยุด เมื่อลูกครบกำหนดคลอดออกมา ก็ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาประคบประหงมยิ่งกว่าไข่ในหิน ดังคำกล่าวว่า “ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม” ดึกๆ ดื่นๆ จะง่วงอย่างไร เวลาที่ได้ยินเสียงร้องของลูก แม่จะต้องผวาตื่นขึ้นรีบมาดูแลลูก เพื่อจะดูว่า ลูกร้องเพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่ลูกยังพูดไม่ได้ แต่แม่หยั่งรู้โดยธรรมชาติว่าลูกร้องเพราะอะไร ต้องการอะไร จึงเข้าไปช่วยเหลือดูแลจนลูกหยุดร้อง

เมื่อลูกเติบโตขึ้น ภาระของแม่ก็เพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูก สิ่งใดที่ลูกปรารถนาแม่ต้องขวนขวายหามาตอบสนองแก่ลูกให้ได้สมใจ ; ทั้งยามยืน เดิน นั่ง นอน กิน เล่น ไม่ว่าลูกจะไปทางไหน แม่จะต้องคอยดูแลเสมอ เมื่อคราลูกเจ็บป่วยแม่ยิ่งเพิ่มความห่วงใย ด้วยเกรงว่าลูกจะถึงแก่ชีวิต ไม่เพียงแต่พ่อ แม่จะปกป้องลูกให้ปลอดภัยจากอันตรายทางกายเท่านั้น

ในด้านจิตใจท่านก็เพียรระวังในความประพฤติปฏิบัติของตน ด้วยเกรงว่าท่านจะทำให้ลูกสะเทือนใจ กลัวว่าลูกจะอายเพื่อน กลัวว่าลูกจะมีปมด้อย แม้ลูกของตนจะประพฤติผิด สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น ก็เกรงว่าลูกจะถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม พ่อ แม่จึงยินดีจะออกมาปกป้องลูกของตนให้พ้นภัย

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่

%d bloggers like this: