Posted by: สิงห์ขาว | กรกฎาคม 17, 2011

ธรรมในพรรษา ๒

คำสอนพระบวชใหม่  โดย พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)  ในพรรษาปี ๒๕๔๕

        ชีวิตคนเรานั้นมีแต่ปัญหา  มีความทุกข์ ความเดือดร้อน บางคนอยู่ครองบ้าน ครองเรือนก็ไม่เป็นสุข มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างคนที่อยู่ด้วยกัน เช่น พ่อบ้านทะเลาะกับแม่บ้าน  บ้านนี้ไปทะเลาะกับบ้านโน้น  มีเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ ไม่รู้จักให้อภัยแก่กันและกัน  จึงเกิดปัญหามากขึ้นในชีวิตประจำวัน

       แต่เมื่อได้มาบวชเรียนในพระพุทธศาสนาจะมีความรู้ ความเข้าใจ รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ อะไรเป็นความเสื่อม ก็จะได้หลีกเลี่ยง ชีวิตก็จะเรียบร้อย ไม่มีปัญหา 

       เราทุกคนต้องการความสุขในชีวิตประจำวัน  แต่ว่าความสุขความสงบไม่เข้ามาใกล้เรา อยู่ห่างจากตัวเรามาก  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น  เพราะเราตามใจตัวเอง  ไม่ตามใจพระธรรม ตามใจผี ไม่ตามใจพระก็เกิดปัญหาขึ้นในชีวิต 

      เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเหตุของปัญหา ปัญหามันเกิดที่ไหนก็ไม่รู้ มันให้ทุกข์ให้โทษแก่เราอย่างไร ก็ไม่รู้     แล้วก็ไม่ได้แก้ไขปัญหา ก็ไม่รู้วิธีที่จะแก้ปัญหานั้น 

      เรามาบวชมาศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  เพื่อจะได้รู้จักตัวเอง รู้จักสิ่งที่มันเกิดขึ้นในตัว รู้ว่าโทษ ทุกข์จากสิ่งนั้นและรู้วิธีแก้ไขสิ่งนั้นอย่างไร ทำการแก้ไขโดยถูกวิธี ไม่แก้ไขด้วยวิธีไสยศาสตร์  ทำพิธีอะไรต่างๆ ที่เกิดจากความงมงาย ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า    

Advertisements

Responses

  1. หลวงพ่อปํญญานันทภิกขุ สอนไว้ในหนังสือ “รักลูกให้ถูกทาง” ว่า

    1.อย่าลงโทษเด็กในเมื่อความผิดนั้นไม่ได้ปรากฏต่อหน้า หรือไม่มีพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดของเขา

    2.อย่าทำโทษเด็กเพื่อประชดประชันอีกคนหนึ่ง เช่น โกรธพ่อทุบลูกเสียบอบช้ำ อย่างนี้นับว่าไม่เป็นธรรมแก่เด็ก

    3.อย่าผลัดเพี้ยนการทำโทษในเมื่อความผิดนั้นได้ปรากฏต่อหน้า หรือมีพยานหลักฐานแล้ว เช่น ผลัดว่า “รอให้พ่อกลับมาก่อนนะ จะให้พ่อเฆี่ยน”

    4.อย่าเอาสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับโทษของเด็กมาเป็นการลงโทษเด็ก เช่น สัญญาว่าคืนนี้จะพาเด็กไปดูละคร พอเด็กกระทำผิดก็เลยงดการดูละครเสีย การงดไปดูละครเป็นการลงโทษเด็กซึ่งไม่เกี่ยวกันและไม่สมควรทำเช่นนั้น

    5.อย่าเอาชนะเด็กภายหลังที่ทำโทษเด็กแล้ว จะทำให้เด็กคิดเห็นไปว่าการทำโทษเป็นการบรรเทาโทสะของตน หรือทำให้เด็กมองเห็นว่าท่านเป็นคนอ่อนแอ เด็กจะไม่เกรงกลัวในกาลต่อไป

    6.อย่าลงโทษเด็กที่ได้รับโทษตามความผิดของเขาแล้ว เช่น เด็กซนไปล้มลงท่านก็โกรธไปตีซ้ำ พร้อมกับพูดหยาบสำทับเขา ย่อมเป็นการไม่เหมะสม เพราะการหกล้มสอนเขาให้รู้ว่า เจ็บปวดขนาดไหนอยู่แล้ว อย่าเพิ่มความปวดร้าวทางจิตใจเขาอีกเลย และหากว่าเด็กยังไม่เดียงสา ท่านก็ควรให้ความระมัดระวังแก่เขา

    7.อย่าทำโทษเด็กด้วยลิ้นของตน การด่าว่าบ่นจู้จี้เด็กเป็นสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นการถ่ายทอดนิสัยให้เด็กเปล่าๆ คนปากจัดจึงควรระวังสักหน่อย

    8.สิ่งใดที่ท่านบอกว่าผิด ก็ให้ถือว่าเป็นความผิดตลอดไป เช่นเด็กของท่านตบหน้าท่าน ท่านก็ตีเขาในฐานะที่ความประพฤติไม่ดี แต่ต่อมาเขาตบหน้าท่านอีก บังเอิญอารมณ์ของท่านดี ท่านหัวเราะเห็นเป็นของขันไป การกระทำของท่านทำให้เด็กงงงวย ไม่สามารถเข้าใจว่าเมื่อไรการกระทำเช่นนั้นถูกผิดอย่างไร

    9.อย่าทำโทษให้ผิดกันระหว่างผู้มีสิทธิทำโทษเด็ก พ่อทำโทษเด็กอย่างใดในความผิดอย่างหนึ่ง แม่ก็ควรทำโทษแบบเดียวกัน

    10.อย่าทำโทษโดยความลำเอียง เช่น พี่น้องทะเลาะกัน พี่ถูกทำโทษหนัก น้องถูกทำโทษสถานเบาเพราะเห็นว่าเล็กกว่า ทำให้พี่เกิดน้อยใจและริษยาน้อง เกิดความเคียดแค้น อาจที่จะทำร้ายน้องได้ในภายหลังและขาดจากความเคารพในตัวท่านด้วย

    11.อย่าทำโทษเด็กโดยการเปาะแปะและพร่ำเพรื่อ จงทำให้เป็นกิจลักษณะ

    12.จงอย่าลงโทษเด็กโดยอาการไม่สมควร เช่น โกรธไม่พูดด้วยสามวัน

    13.อย่าโต้แย้งในเรื่องการลงโทษเด็กต่อหน้าเด็ก ถ้าจะโต้แย้งกันต้องอย่าให้เด็กเห็น

    14.อย่าแสดงอาการเหลาะแหละ ไม่กล้าเอาจริงเอาจังด้วยการแสดงเอะอะให้คนอื่นทำโทษเด็กให้ การทำโทษนั้นจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ทำให้เด็กเชื่อถือยำเกรง

  2. ดิฉันมีลูกชายวัยรุ่น เอาแต่ใจตัวเองมาก คล้ายๆกับเขามี 2 อารมณ์ คือในขณะที่ระเบิดอารมณ์ แต่อีกใจเขาก็บอกตัวเองว่า ไม่อยากทำแบบนั้น แต่เขาห้ามตัวเองไม่ได้ค่ะ พอหายโกรธ ก็มากราบขอโทษแม่ วันดีคืนดี พอเขาเครียดมาก ๆ ก็ร้องไห้ บอกว่าอยากบวช เข้าหาธรรมะ เหมือนที่ดิฉัน แนะนำว่า ให้เขาบวชภาคฤดูร้อน ขัดเกลาจิตใจบ้าง
    ตอนนี้ ดิฉันคิดว่า ลูกชายต้องการคำชี้แนะจาก พระสงฆ์ หรือท่านผู้มีปัญญา จริงๆค่ะ เพราะ หากว่าเขาผิดหวัง หรือไม่เห็นด้วย หรือผู้ชี้แนะเขา ไม่เข้าใจ วิธิการชักจูงเขา ดิฉันก็อาจเสียโอกาสที่จะ ชี้นำทางเดินที่สว่างสดใสนี้แก่ลูกชายไป
    เพราะกว่าที่เขาจะยอม ” ต้องการบวช” ได้ นี้ขอมาตั้งแต่เป็นเด็กประถม ไม่เคยยอม กลัวผี กลัวหัวล้าน กลัวสังคมเพื่อนเณรด้วยกัน ฯลฯ
    เขาเป็นเด็กที่ ” เรื่องมาก” จนทุกคนเอ่ยปาก ผิดกันลิบกับพี่ชายเขาค่ะ ซึ่งเป็นคนอ่อนโยน เชื่อฟัง
    ดิฉันขอกราบเรียนถามว่า จะเริ่ม หรือเตรียมตัวอย่างไรดี สำหรับการให้เขา พร้อมที่จะบวช หรือเข้าหาพระ ( เขาต้องการธรรมะ แต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความเขลา ประสาเด็กค่ะ ) ขอได้โปรดชี้แนะด้วยนะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: