Posted by: สิงห์ขาว | พฤษภาคม 1, 2011

ประวัติชีวิตหลวงพ่อปัญญานันทะ

ประวัติชีวิตหลวงพ่อปัญญานันทะ ตอน 4

โดย พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม

บทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ขณะนั้นพระปั่นกำลังเรียนนักธรรมเอก และบาลีไวยากรณ์ ที่นครศรีธรรมราช ได้ทราบข่าว “พระโลกนาถ” พระภิกษุชาวอิตาลี เดินทางมาพักอยู่ที่วัดบวรนิเวศ มีเจตนาจะเดินธุดงค์เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก และชวนเชิญพระภิกษุไทยร่วมเดินธุดงค์ พระปั่นเกิดความศรัทธาจึงชวนพระได้ ๑๐ รูป ร่วมเดินทางโดยรถไฟเพื่อเข้ากรุงเทพฯ ไปสมทบ แต่ติดขัดเรื่องเงินเดินทางไม่พอ พระปั่นจึงจัดให้มีการเทศน์ ให้พระเขียนประกาศติดใบปลิวชวนญาติโยมมาฟังเทศน์กันมากมาย จึงได้เงินติดกัณฑ์เทศน์พอที่จะเป็นค่าเดินทาง

นางคล้ายผู้เป็นมารดาทราบข่าว จึงรีบเดินทางมาห้ามพระปั่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และเข้าไปขอร้องว่า “จะไปเมืองนอกเมืองนาได้อย่างไร ตอนนี้โยมพ่อกำลังป่วยอยู่” พระปั่นตอบโยมแม่ว่า “การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์” และได้ชี้แจงให้โยมแม่จนเข้าใจ แล้วท่านขึ้นยืนบนม้านั่งหลังสถานีรถไฟ แสดงปาฐกถาธรรมเรื่อง “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ในครั้งนั้นมีผู้ฟังประมาณพันคน นางคล้ายเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกภูมิใจในตัวพระลูกชาย จึงไม่ทัดทานหรือห้ามอีกเลย

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ขณะนั้นพระปั่นอายุ ๒๒ ปี ท่านได้ร่วมเดินทางกับพระโลกนาถ และพระสงฆ์ ประมาณ ๔๐ รูป เดินทางสู่ประเทศพม่า เมื่อมาถึงสุโขทัยได้แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่ม พระโลกนาถเป็นหัวหน้า มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ และกลุ่มพระจากปักษ์ใต้ ๑๐ รูป มีพระบุญชวน เขมาภิรัต (ท่านเจ้าคุณประกาศิตพุทธศาสตร์) ซึ่งมีพระปั่นรวมอยู่ด้วย ต้องการเข้าจังหวัดตากแล้วออกประเทศพม่าเลย เมื่อถึงประเทศพม่าบางกลุ่มก็ยังคงเดินทางต่อไปประเทศอินเดีย แต่คณะของพระบุญชวนและพระปั่นยังคงเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อในประเทศพม่า

อยู่มาวันหนึ่งพระปั่นเกิดคิดถึงบ้านอย่างมากจึงชักชวนกันกลับเมืองไทย และพระปั่นได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนบาลี ไม่นานนักก็ได้ทราบข่าวบิดาเสียชีวิต ในขณะเดียวกันวัดในกรุงเทพฯ ก็ไม่ต้อนรับหรือยินดีให้พำนักด้วย เนื่องจากพระส่วนใหญ่ในสมัยนั้นไม่ยอมรับวัตรปฏิบัติและอุดมการณ์ของพระโลกนาถ ท่านจึงกลับไปเรียนบาลีที่จังหวัดสงขลา โดยพักอยู่ที่วัดอุทัยและเรียนบาลีในพรรษานั้น

วัดอุทัย เป็นวัดเล็ก ๆ และมีพระปั่นเป็นพระหนุ่มรูปเดียวในวัด ในพรรษามีสองสามีภรรยามาทำบุญพระปั่นได้เทศน์ให้ฟังเป็นที่ชอบใจ จนมีคนมาฟังเทศน์มากและเป็นที่รู้จักมากขึ้น การเทศน์ของพระปั่นไม่ถือใบลานขึ้นอ่าน แต่จะเทศน์โดยพูดปากเปล่าซึ่งเป็นความแปลกใหม่ในสมัยนั้น

ในปี พ.ศ.๒๔๗๗ เดินทางไปจำพรรษากับพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับพระบุญชวนที่เคยร่วมธุดงค์ไปพม่าด้วยกัน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกัน ก็เห็นว่ามีอุดมการณ์ไปในทางเดียวกัน จึงอยู่ร่วมจำพรรษาที่สวนโมกข์ และร่วมกันศึกษาค้นคว้าแนวทางใหม่ให้กับพระพุทธศาสนา จนเกิดความรักนับถือเหมือนพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน โดยยึดเอาธรรมะเป็นอุทรโอบอุ้มทั้งสาม โดยถือท่านพุทธทาสมีอายุและพรรษามากกว่าจึงเป็น “ท่านพี่ใหญ่” พระบุญชวนเป็น “ท่านน้องรอง” ของท่านพุทธทาส และ เป็น “ท่านพี่รอง” ของพระปั่น ส่วนพระปั่น เป็น “น้องท่าน” และร่วมเป็นสหายธรรมเผยแผ่หลักธรรมตามคำสอนพระพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ท่านพุทธทาสได้แนะนำว่า หากน้องท่านต้องการทำงานเพื่อพระศาสนาให้ได้ผล น้องท่านจะต้องศึกษาค้นคว้าพระคัมภีร์ให้รู้แจ้งเห็นจริงเสียก่อน และต้องมีความรู้ภาษาบาลีพอสมควร น้องท่านควรจะไปเรียนภาษาบาลีเสียก่อน

ในปี พ.ศ.๒๔๘๑ ท่านได้เดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ที่กรุงเทพฯ ก่อนที่ท่านจะเดินทางได้แวะกราบนมัสการพระธาตุ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าขอถวายชีวิตจิตใจนี้แด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอมอบกายถวายใจแก่พระพุทธศาสนา จะทำงานให้แก่พระศาสนาจนตลอดชีวิตนี้” ท่าน

เรียนบาลีสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค ที่สำนักเรียนวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีพระปริยัติโศภณ (ฟื้น ชุตินฺธโร) เป็นเจ้าอาวาส เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ต้องหยุดการศึกษาแล้วเดินทางกลับภูมิลำเนา และได้เริ่มงานเผยแผ่ธรรมะขึ้นที่จังหวัดสงขลา และขยายไปตามจังหวัดต่างๆ ของภาคใต้ และได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดสีตวนาราม รัฐ เปรัค และวัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ระหว่างจำพรรษาได้ศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเผยแผ่ธรรมในเวลาต่อมา

ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ อยู่ที่ปีนังได้เพียง ๘ เดือน ได้รับไปรษณียบัตรจากท่านพี่ใหญ่ (พุทธทาสภิกขุ) เขียนว่า “น้องท่านกลับเมืองไทยได้แล้ว จะส่งไปอยู่เชียงใหม่” ลงชื่อ อินฺทปญฺโญ ซึ่ง เจ้าชื่น สิโรรส ได้นิมนต์ท่านไปจำพรรษาที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพราะต้องการจะให้ไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่จังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อออกพรรษาในปีนั้น ท่านได้เดินทางไปเชียงใหม่ และได้สร้างโรงมุงใบตองตึงขึ้นในที่ของชาวบ้านที่กลางเวียง (กลางเมืองเชียงใหม่) เพื่อใช้เป็นที่แสดงปาฐกถาธรรมในวันอาทิตย์และวันพระตอนกลางคืน

นอกจากนี์ยังออกไปเทศน์ตามตัวเมืองรอบนอก ตามหมู่บ้านทั้งชาวไทยและชาวเขา โดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียง และได้เผยแผ่ในลักษณะต่างๆ เช่น เขียนบทความ เสนอแนวคิดลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ชื่อ น.ส.พ.ชาวเหนือ และหนังสือธรรมะเป็นจำนวนมาก จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีในภาคเหนือในนาม “ภิกขุ ปัญญานันทะ” ได้รับฉายาว่า “นักเทศน์ฝีปากกล้า” เพราะท่านเป็นนักปาฐกถาธรรมด้วยสำนวนโวหารที่ตรงไปตรงมา ใครถูกก็ว่าถูก ใครผิดก็ว่าผิด วิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมา มีจุดยืนที่มั่นคงแน่วแน่ในการนำเสนอธรรม

ในยุคนั้นท่านได้ก่อตั้งมูลนิธิ ” เมตตาศึกษา” ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ และบำเพ็ญกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากมาย ท่านเผยแผ่ธรรมะอยู่ที่เชียงใหม่ โดยจำพรรษาอยู่ที่วัดอุโมงค์ นานถึง ๑๐ พรรษา

พ.ศ.๒๔๙๗ ท่านปัญญานันทภิกขุ เดินทางไปเผยแผ่ธรรมยังทวีปยุโรป และร่วมประชุม ขบวนการศีลธรรมโลก (M.R.A.) ที่เมืองโคซ์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ นับเป็นพระภิกษุไทยรูปแรก ที่เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนายังต่างประเทศอย่างกว้างขวาง

ในปี ๒๕๐๒ หม่อมหลวงชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น ได้เดินทางไปเชียงใหม่ มีความประทับใจในลีลาการแสดงปาฐกถาธรรมของท่านปัญญานันทภิกขุ เกิดความศรัทธา ขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ “วัดชลประทานรังสฤษฏ์” ที่ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จึงได้อาราธนาท่านปัญญานันทภิกขุ ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์

ท่านปัญญานันทภิกขุ ได้เคยอธิษฐานในใจว่า “ไม่ต้องการเป็นสมภาร เว้นไว้แต่เป็นวัดสร้างใหม่ ไม่มีใครเคยเป็นสมภารมาก่อน หรือไม่ก็เป็นวัดร้าง ไม่มีพระอยู่แม้แต่รูปเดียว คิดว่าคงจะหาวัดแบบนี้ไม่ได้แน่ ชาตินี้คงไม่ได้เป็นสมภารกับเขาหรอก เพราะถ้าเป็นวัดใหม่จะทำ จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ง่าย ไม่ขัดแย้งกับคนเก่า” ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๓ จนถึงปัจจุบัน

ท่านปัญญานันทภิกขุ ดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยเน้นการพัฒนาจิตใจคน ไม่เน้นการสร้างวัตถุพุทธสถานอันโอ่อ่า มีการปรับปรุงพิธีกรรมบางอย่าง เช่น พิธีการบวช การแต่งงาน งานศพ ให้ตัดความฟุ่มเฟือยออก ตามหลักการที่ว่า “เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัด ได้ประโยชน์ และถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย” ไม่มีการแจกพระเครื่อง วัตถุมงคล มีแต่แจกธรรมะ ได้สร้างมิติใหม่ในการเผยแผ่ เป็นพระภิกษุรูปแรกที่ยืนปาฐกถาธรรม นำเสนอธรรมโดยไม่ถือใบลาน แต่ท่านว่าปากเปล่าและนำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาสอดแทรกกับธรรมะได้อย่างชัดเจนลึกซึ้ง ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย กล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยเฉพาะหากพฤติกรรมของคนในสังคมดำเนินไปในทางที่ไม่ถูก ไม่ควร แต่ไม่มีใครที่จะให้สติได้ ท่านกล้าที่จะบอกว่าอะไรควรไม่ควร ท่านจึงเป็นที่พึ่ง เป็นคำตอบ เป็นทางออกให้กับปัญหา

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: