Posted by: สิงห์ขาว | พฤษภาคม 1, 2011

ประวัติชีวิตหลวงพ่อปัญญานันทะ

 

ประวัติชีวิตหลวงพ่อปัญญานันทะ ตอน 2

โดย พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม

ชีวิตวัยเด็กและการศึกษาเล่าเรียน

 

เด็กชายปั่น เติบโตในครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขตามประสาของชาวไร่ชาวนาในชนบท เช้าขึ้นมาได้ช่วยเหลือพ่อแม่จูงควายไปเลี้ยงตามทุ่งนา โดยปล่อยให้กินหญ้า แล้วก็มาเล่นกับเพื่อนๆ ซึ่งบางครั้งก็มีการชกต่อยกันตามประสาเด็ก แต่เด็กชายปั่นไม่ชอบการชกต่อยมักแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพัง แล้วฉุกคิดว่า “เอ…เราจะเลี้ยงควายอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไร”

ต่อมา เด็กชายปั่นได้ไปอยู่กับหลวงน้าที่วัดนางลาด ซึ่งเป็นประจำตระกูลและอยู่ใกล้บ้าน เพื่อเรียนหนังสือ แต่เรียนไม่ได้เพราะป่วยด้วยโรคลมชักกระตุก “โรคลมบ้าหมู” จึงมาอยู่รักษาตัวกับหลวงลุงที่วัดคูหาสวรรค์ ด้วยเหตุที่หลวงลุงเจ้าระเบียบ เด็กชายปั่นจึงมักจะถูกลงโทษด้วยการตีหลายครั้ง บางครั้งถูกจับมัดกับต้นเสาก็มี จนไม่กล้าอยู่และเรียนหนังสือที่นั่น

เด็กชายปั่นได้เรียนหนังสือชั้นประถม ที่โรงเรียนประชาบาลหน้าวัดประดู่หอม ในขณะเรียนมักถูกเพื่อนรังแกเสมอเพราะเป็นคนไม่สู้คน จนถึงล้อว่า “ไอ้ขี้ขลาด” บ้าง “หน้าตัวเมีย” บ้าง บางครั้งถูกดักทำร้ายระหว่างเดินกลับบ้านก็มี เด็กชายปั่นจึงใช้วิธีเปลี่ยนเส้นทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการถูกรังแกจากเพื่อนกลุ่มนั้น หรือถ้าอยู่ในโรงเรียนก็จะหลบไปนั่งใกล้ๆ คุณครู แล้วหาหนังสือมาอ่าน จนทำให้เป็นผู้มีนิสัยรักการอ่านหนังสือ

โรงเรียนนี้เปิดสอนเพียงชั้นประถมปีที่ ๓ เท่านั้น เมื่อจบชั้นประถมปีที่ ๓ เด็กชายปั่นได้เรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง แต่เพราะการเดินทางลำบากบิดาจึงนำไปฝากเรียนกับพระอธิการพุ่ม เจ้าอาวาสวัดยางงาม ตำบลลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง จนจบมัธยมปีที่ ๓ จึงออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานบ้านเพราะบิดาป่วย

ช่วงนี้ถือเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เพราะเด็กชายปั่นเข้าสู่วัยรุ่นหนุ่ม ที่สำคัญคือการคบเพื่อน และวัยรุ่นพัทลุงในสมัยนั้นนิยมทำตัวแบบนักเลงลูกทุ่ง คือชอบดื่มสุรา นิยมการชกต่อย ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ และในวันหนึ่งมีการ์ดแต่งงานเชิญมาถึงบ้าน แต่นายวันผู้เป็นบิดากำลังป่วยอยู่ จึงบอกให้นายปั่นไปแทน

ถึงงานเลี้ยงนายปั่นทานแต่ข้าว หนุ่มรุ่นเดียวกันจึงพูดดูถูกว่า “เอ็งโตจนป่านนี้แล้ว กินแต่ข้าวไม่เข้าท่าว่ะ” แล้วยกแก้วเหล้าให้นายปั่น “ไม่..กินไม่เป็น” นายปั่นปฏิเสธ “ลูกผู้ชายเมืองลุง ไม่กินเหล้าจะใช้ได้รึ” ที่สุดนายปั่นทนรบเร้าไม่ไหวจึงยกดื่มแบบรวดเดียวหมดแก้ว จนหน้าแดง พวกนั้นก็หัวเราะชอบใจบอกว่า ” เลือดฝาดดี” กลับถึงบ้านนายปั่นก็อาเจียนออกหมด

หลวงลุงได้ทราบเรื่อง จึงคิดว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้ จะเสียคน จึงพานายปั่นไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในปีนัง ประเทศมาเลเซีย และถ้าอยู่เฉยๆ ไม่ดีแน่ ชีวิตไร้สาระ หลวงลุงจึงบอกให้นายปั่นหาความรู้และหางานทำ นายปั่นได้ทำงานเป็นช่างฟิตเครื่องยนต์

ต่อมาได้กลับมาเมืองไทยเพื่อทำงานเหมืองแร่ที่ภูเก็ตแต่เป็นงานหาบดินซึ่งไม่ถนัด จึงไปอยู่วัดขจรรังสรรค์ หรือวัดเหนือ โดยอาศัยอยู่กับพระได้ทำวัตรสวดมนต์ ฝึกท่องขานนาค ในขณะเดียวกันได้ทำงานแผนกสุขาภิบาล ทำหน้าที่โกยขยะขึ้นรถบรรทุก

ต่อมามีคนแนะนำให้ไปสมัครงานสวนยางทำหน้าที่ตัดหญ้า ถางหญ้า อยู่มาวันหนึ่ง ถางหญ้าเพลินไปถูกต้นยางขนาดเท่านิ้วก้อยขาดไป ๕ ต้น เจ้าของปรับต้นละ ๑ บาท ในขณะที่ได้ค่าแรงเพียงวันละ ๙๐ สตางค์ รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบจึงลาออก

วันหนึ่งพระสมุห์ข้อง ที่วัดบอกว่า “ปั่นเอ้ย ไปอยู่ระนองไหม ท่านพระครูพิพัฒน์สมาจารย์ ต้องการหาคนไปเป็นครู” (นายปั่นมีความรู้จบชั้นมัธยมปีที่ ๓ สอนหนังสือได้และขณะนั้นท่านพระครู เป็นเจ้าคณะอำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต จะไปอยู่จังหวัดระนอง) นายปั่นตอบตกลง แต่หลายคนบอกว่า อยู่ไม่ได้หรอกเพราะพระครูท่านเจ้าระเบียบ ต้องตื่นแต่เช้า แต่นายปั่นกลับคิดว่า หลวงลุงซึ่งเจ้าระเบียบก็เคยอยู่มาแล้วทำไมจะอยู่ไม่ได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: