Posted by: สิงห์ขาว | กุมภาพันธ์ 27, 2011

ปริศนาธรรมจากพระพุทธรูปลานหินโค้ง ตอนที่ ๒

ปางพระพุทธรูปและมุทรา

                ปางพระพุทธรูป คือ ลักษณะของรูปสมมุติของพระพุทธเจ้าในอิริยาบถ (ท่าทาง) ต่างๆ ซึ่งสร้างขึ้นตามความเชื่อในพุทธประวัติ โดยช่างสมัยโยนก (เป็นชาวกรีก)ในคันธารราฐ (ศิลปแบบคันธาระ) ราชวงศ์คุปตะ (พ.ศ. 863-1023) เป็นพวกแรก ที่กำหนดรูปแบบปางพระพุทธรูป ต่อมาช่างชาวอินเดียฝ่ายใต้ (ชาวกลิงคราฐข้างฝ่ายใต้) รวมทั้งในยุคสมัยต่างๆในภายหลังได้คิดปางพระพุทธรูปเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก
                  ส่วนคำว่า “มุทรา” หมายถึงการแสดงท่าด้วยพระหัตถ์ ว่า พระพุทธเจ้ากำลังทรงกระทำอะไร การดูปางพระพุทธรูป ให้เข้าใจความหมายที่เป็นสัญลักษณ์ เราจึงต้องศึกษา มุทรา ประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น นั่นเอง

                ศิลปะอินเดียรุ่นแรกๆปรากฏการแสดง “มุทรา” ของพระพุทธรูปเพียง ๖ ท่า  ได้แก่ สมาธิ ปฐมเทศนา ทรงแสดงธรรม (วิตรรกมุทรา) มารวิชัย ประทานอภัย และประทานพร

ธยานิ มุทรา สัญลักษณ์แทนสมาธิ การหลุดพ้นของจิตสู่นิพพาน หรือการตรัสรู้

วิตรรก มุทรา สัญลักษณ์ทรงแสดงธรรม

ธัมมจักร มุทรา สัญลักษณ์ทรงแสดงปฐมเทศนา

ภูมิผัสส มุทรา สัญลักษณ์ทรงพิชิตมาร หรือมารวิชัย

อภย มุทรา ทรงประทานอภัย สัญลักษณ์แสดงพลังแห่งการปกป้องคุ้มครอง

วรท มุทรา ทรงประทานพร สัญลักษณ์แสดงประทานพรที่ขอ หรือการสละให้

               การแสดงมุทราบางครั้งอาจนำไปใช้ในพุทธประวัติตอนอื่นๆ ด้วย เช่น ท่าทรงแสดงธรรม มีปรากฏ อยู่ในพุทธประวัติหลายตอน อย่างไรก็ดี มักรวมเรียกการแสดงมุทราว่า การแสดงปาง ด้วย

พระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนา (ธรรมจักรมุทรา) พระพุทธรูปที่มีผู้ยกย่องว่างามที่สุดในอินเดีย ในพิพิธภัณฑ์สารนาถ

                ส่วนการแสดงปางหรือพุทธประวัตินั้น แรกเริ่มมีเพียง ๔ ปาง ตามสังเวชนียสถาน ทั้ง ๔ แห่ง ได้แก่ ปางประสูติ ปางตรัสรู้ ปางปฐมเทศนา และปางปรินิพพาน
                ต่อมาภายหลังจึงเพิ่มขึ้นเป็น ๘ ปาง ตามมหาสถาน ที่เพิ่มขึ้นจาก ๔ แห่ง เป็น ๘ แห่ง ที่เรียกว่า อัฏฐมหาสถาน ปางที่เพิ่มขึ้น ๔ ปาง ได้แก่ ปางทรมานช้างนาฬาคีรี ปางทรงรับบาตรจากพญาวานร ปางยมกปาฏิหาริย์ และปางเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในดินแดนไทยสมัยทวารวดีระยะแรก ได้พบหลักฐานพระพุทธรูปเพียงไม่กี่ปาง ซึ่งเป็นศิลปะที่สืบต่อมาจากอินเดียโดยตรง ได้แก่ ปางประทานพร ปางทรงแสดงธรรม ปางมารวิชัย และปางสมาธิ
               ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงรวบรวม และเรียบเรียงตำราทาง พระพุทธศาสนาขึ้นคือ
พระนิพนธ์พุทธประวัติ เรื่อง “ปฐมสมโพธิกถา” แล้วทรงประดิษฐ์แบบอย่างพระพุทธรูปปางต่างๆขึ้นตามพุทธประวัติดังกล่าว เพื่อให้ช่างสร้างเป็นพระพุทธรูปรวม ๔๐ ปาง ซึ่งถือเป็นการกำหนดปางต่างๆของพระพุทธรูปมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา
               หลังจากนั้นมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้มีการกำหนดปางพระพุทธรูปเพิ่มเติมขึ้น หลายตำรา เช่น “พระพุทธรูปปางต่างๆ” ของหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ มีจำนวน ๕๕ ปาง
              ใน “ภาพพุทธประวัติวัดทองนพคุณ” เป็น ประติมากรรมนูนสูงสร้างด้วยทองเหลืองทาสี ปิดทอง มีจำนวน ๙๐ ปาง
              ใน “ประวัติพระพุทธรูปปางต่างๆ” ของกรมการศาสนา แต่งโดยพิทูร มลิวัลย์ มีจำนวน ๗๒ ปาง
              และ ใน “ตำนานพระพุทธรูปปางต่างๆ” แต่งโดย พระพิมลธรรม มีจำนวน ๖๖ ปาง
จากตำรา เล่มหลังนี้ ได้ปรากฏงานสร้างพระพุทธรูป รวม ๖๖ ปาง ที่พระระเบียงรอบองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
             การสร้างพระพุทธรูปปางต่างๆ จึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสมัย  ซึ่งอาจเป็นความคิดริเริ่มขึ้นใหม่ หรือดัดแปลงตามแบบท้องถิ่น ที่เรียกว่าศิลปร่วมสมัยในยุคนั้นๆ เช่น พระพุทธรูปปางทรงแสดงธรรม ทั้ง ๒ พระหัตถ์ในศิลปะทวารวดีนั้น ก็ไม่มีปรากฏในอินเดีย พระพุทธรูปลอยตัวปางลีลาถือว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในศิลปะสุโขทัย และพระพุทธรูปแสดงปางประทานอภัย ทั้ง ๒ พระหัตถ์ที่เรียกว่า ปางห้ามสมุทร อาจเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยอยุธยา เป็นต้น. 

 ขอขอบคุณ
www.travelaround.bloggang.com 
http://kanchanapisek.or.th  (พระพุทธรูป สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่ม๒๙)  http://th.wikipedia.org/wiki/

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: