Posted by: สิงห์ขาว | ตุลาคม 7, 2009

ครบรอบ ๒ ปี คืนสู่ธรรมชาติ

๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๒
ครบรอบ ๒ ปี หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ คืนสู่ธรรมชาติ

โดย…พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร)

พระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญานันทะ เป็นผู้มีบทบาทและมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ที่ทำให้ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายได้มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ดีงามและมีวิถีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้เป็นผู้รักงานพระศาสนา
ความเป็นผู้รักงานพระศาสนา ก็โดยอาศัยความเมตตาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ให้เราได้เข้าเกี่ยวข้องกับงานพระศาสนา โดยเฉพาะศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์ (ที่ระลึก ๘๐ ปี ปัญญานันทะ) พระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นผู้เปิดเส้นทาง สร้างโอกาสให้เราได้พัฒนาตนเอง ยกระดับความรู้ ความสามารถไปในทางที่ถูกต้อง ยกระดับจิตใจด้วยการเดินตามพระพุทธเจ้าให้้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน ตามรอยแห่งพระรัตนตรัย ว่า
“พุทธัง, ธัมมัง, สังฆัง, สะระณัง คัจฉามิ”
ข้าพเจ้าเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
เมื่อเราย้อนมาพิจารณาถึงอุดมการณ์ในการทำงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านมีหลักใจ ว่า
๑. ร่างกายชีวิตของข้าพเจ้าเป็นของพระรัตนตรัย ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระรัตนตรัยโดยสมบูรณ์
๒. ความมุ่งหมายของข้าพเจ้าอยู่ที่ประกาศคำสอนที่แท้ของพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นคนกล้าพูดความจริงทุกกาลเทศะ
๓. ข้าพเจ้าจักต้องสู้ทุกวิถีทาง เพื่อทำลายสิ่งเหลวไหลในพระพุทธศาสนา นำความเข้าใจถูกต้องมาให้แก่ชาวพุทธ
๔. ข้าพเจ้าไม่ต้องการอะไรเป็นส่วนตัว นอกจากปัจจัยสี่พอเลี้ยงอัตตภาพเท่านั้น ผลประโยชน์อันใดที่เกิดจากงานของข้าพเจ้า สิ่งนั้นเป็นของงานที่เป็นส่วนรวมต่อไป
๕. ข้าพเจ้าถือว่าคนประพฤติชอบตามหลักธรรม เป็นผู้ร่วมงานของข้าพเจ้า นอกจากนี้ไม่ใช่
“ร่างกายชีวิต เป็นของพระรัตนตรัย ข้าพเจ้าเป็นทาสพระรัตนตรัยโดยสมบูรณ์” เป็นหลักใจข้อที่หนึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ ที่เป็นแกนนำไปสู่ความคิด วิถีทางการดำเนินชีวิตและการทำงานของหลวงพ่ออย่างเป็นองค์รวม และเป็นแนวทางสู่หลักใจของศิษย์ทั้งหลาย
ความหมายของพระรัตนตรัย
หลายครั้งที่อาตมาและคณะทำงานศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา และคณะสงฆ์วัดปัญญานันทารามเข้าไปกราบเรียนขอคำปรึกษา หลวงพ่อจะกล่าวเตือนและเน้นย้ำทุกครั้ง ว่า
“พวกคุณต้องมอบกายถวายชีวิตแก่พระรัตนตรัย ชีวิตของพวกคุณก็จะประเสริฐได้”
พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ชี้แนวทางการดำเนินชีวิตและวิถีการทำงานตามแบบที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้กระทำให้ดูมาแล้ว ก็คือการเข้าถึงพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งของพวกเรา
พระรัตนตรัยที่กล่าวถึงนั้น มีความหมายอันควรแก่การเข้าถึง ควรแก่การระลึกถึงอย่างไรบ้าง?
พระรัตนตรัย คือ ที่พึ่งอันประเสริฐ ๓ ประการ หรือรัตนะ ๓ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์
การเข้าถึงพระพุทธเจ้า
รัตนะที่ ๑ คือ พระพุทธเจ้า หมายถึง พระผู้ตรัสรู้โดยพระองค์เอง และทรงสั่งสอนผู้อื่นให้รู้ตาม
ดังนั้นเมื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้า เราควรระลึกถึงพระพุทธองค์อย่างน้อย ๒ ประการ
ประการที่หนึ่ง ระลึกถึงพระพุทธเจ้าในฐานะพระศาสดาผู้ประกาศพระศาสนา ทำให้ชาวโลกได้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้ประเสริฐสูงสุด
ประการที่สอง ระลึกถึงพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นพระรัตนตรัย ที่มีไว้เพื่อดับทุกข์ คือเข้าถึงพระพุทธเจ้าที่อยู่ในฐานะพระรัตนตรัย เพื่อดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา
ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่พระวักกลิ ว่า
“โย ธัมมัง ปัสสะติ โส มัง ปัสสะติ” ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้า ผู้นั้นเห็นธรรม
และก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้ตรัสกับพระอานนท์์ ว่า “ดูก่อน อานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า คำสอนที่มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนี้
ธรรมก็ดี วินัยก็ดี อันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งตถาคต”
การที่พระพุทธเจ้าประกาศพระศาสนา คือพระธรรมวินัย เพื่อช่วยเราให้พ้นจากความทุกข์ นั้นคือน้ำพระทัยอันใหญ่หลวงที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณของพระองค์อันประเสริฐสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ขอให้ระลึกถึงในความหมายที่เราทั้งหลายสามารถจะเข้าถึง คิดถึง ระลึกถึง รู้สึกอยู่ สัมผัสได้จริง เมื่อชีวิตเราเข้าถึง จิตเราเข้าถึง เราก็พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน และก่อให้เกิดคุณธรรมในจิตใจ ซึ่งเป็นคุณค่าเป็นที่พึ่ง เข่น
เมื่อเรากล่าวว่า “พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ” ข้าพเจ้าเข้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
“คัจฉามิ” แปลว่า “เข้าถึง” เป็นการเข้าถึงในปัจจุบันกาล นาทีนี้ วินาทีนี้ ไม่ใช่อดีตและไม่ใช่อนาคต
ดังนั้นการเข้าถึงพระพุทธเจ้า ในความหมายนี้ ไม่ใช่เข้าถึงกายเนื้อพระพุทธเจ้า แต่เข้าถึงพระธรรมวินัยที่ดับทุกข์ได้
หรือให้เราพิจารณาถึงพระพุทธพจน์ที่พระองค์ได้ตรัสถึงเสมอว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้มีเพียงพระองค์เดียว เช่น
ในโอวาทปาฏิโมกข์ พระองค์ตรัสถึงพระพุทธเจ้า โดยใช้คำกล่าวว่า “เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรมเหล่านี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”
คำที่ควรสังเกตพิจารณาคือ “พระพุทธเจ้าทั้งหลาย” หมายถึง พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทั้งพระพุทธเจ้าที่เคยมีในอดีต พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน และพระพุทธเจ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พระพุทธเจ้า คือ ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง จึงไม่ใช่มีเพียงพระองค์เท่านั้น
หรือคำนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต”
เรากล่าวเพื่อจะรับรู้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรากฏอยู่ในจิตใจของผู้ใด ภาวะจิตของผู้นั้นจะประกอบด้วยความเมตตา ปัญญา และบริสุทธิ์
เป็นสุขภาวะที่ไม่มีโทสะ ไม่มีโลภะและโมหะ มาเกาะกินจิตใจ ผู้นั้นก็จะมีความร่มเย็นเป็นสุข
พุทธประวัติที่เราได้ศึกษากันนั้น จะสื่อความหมายที่ทำให้เราทุกท่านมีความสุขใจ อิ่มใจ เข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างสนุกสนาน จึงต้องมีเรื่องราวของอิทธิปาฏิหาริย์อันเกี่ยวข้องกับบุญญาบารมีของพระพุทธองค์ที่ทรงบำเพ็ญมาอย่างต่อเนื่องในหลายสิบชาติก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า
และเป็นปกติวิสัยที่เราจะมีข้อสังเกต มีข้อสงสัยเป็นคำถามที่จะเข้าไปหาความจริง ซึ่งมีความเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ และหากไม่สามารถคลายข้อสงสัยนี้ได้จะทำให้เราเกิดความคิดเห็นขัดแย้ง ก็จะกลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นการเข้าถึงพระรัตนตรัยได้
ฝ่ายที่พยายามสร้างความศรัทธาให้สูงส่ง ก็กล่าวว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ และก่อนจะจุติเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ต้องทรงบำเพ็ญเพียรสร้างสมบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ มาหลายกัปป์ หลายกัลป์ จึงสามารถกระทำสิ่งที่เรียกว่าเกินปกติวิสัยของมนุษย์ธรรมดาอย่างเรา เช่น
พระพุทธเจ้าเมื่อประสูติแล้วเดินได้เจ็ดก้าว
พระพุทธเจ้าประสูติแล้วไม่เปื้อนด้วยมลทินครรภ์
พระพุทธเจ้าประสูติแล้วพูดได้
ความสงสัยทั้งหมดนี้ จะคลายลงได้เมื่อเรามาทำความเข้าใจถึงกำเนิด ๔ หรือการเกิด ๔ ประการ ซึ่งเป็นการเกิดที่พระพุทธศาสนาได้จำแนกความหมายและชนิดการเกิดได้อย่างละเอียดชัดเจนเกินกว่าการบัญญัติความหมายการเกิดในทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์์ แต่เป็นความหมายของการเกิดที่สำคัญที่เราควรสนใจ
กำเนิด ๔ ได้แก่ ชลาพุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ คือ
๑. เกิดในครรภ์มารดา คือ คลอดออกมาเป็นตัว เรียกว่า “ชลาพุชะ” เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า มนุษย์ เป็นต้น
๒. เกิดในไข่ คือ ออกไข่เป็นฟองก่อนแล้วจึงฟักออกเป็นตัว เรียกว่า “อัณฑชะ” เช่น ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่ปลา ไข่เต่า ไข่งู เป็นต้น
๓. เกิดจากสิ่งสกปรก แล้วแพร่พันธุ์ออกไปเอง เรียกว่า “สังเสทชะ” ได้แก่ เชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อรา เชื้อไวรัส เป็นต้น
๔. เกิดจากการอุบัติขึ้นสมบูรณ์ในขณะนั้น เรียกว่า “โอปปาติกะ” เช่น เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นพระ เป็นครู เป็นต้น
การเกิดจากครรภ์ เกิดจากไข่ เกิดจากสิ่งสกปรก เราพอจะเข้าใจได้ง่ายเพราะสามารถเชื่อมโยงกับความรู้ที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนและรู้จักพบเห็นในชีวิต
ส่วนการเกิดแบบโอปปาติกะ คือการเกิดที่สมบูรณ์พร้อมฉับพลันในขณะนั้น เป็นการเกิดที่เราไม่เคยรู้ แต่ก็ไม่ได้เป็นการเกิดที่เกินปกติวิสัยมนุษย์ที่จะรู้ได้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเกิดจากครรภ์พระมารดา การเกิดเจ้าชายในขณะนั้นยังไม่ได้รับการขนานนามหรือมีชื่อ เป็นเพียงแค่กุมาร หรือพระโอรสพระองค์น้อย
๕ วันต่อมา จึงได้รับขนานนามว่า “สิทธัตถะ”
เมื่ออายุได้ ๗ วัน พระมารดาทรงสิ้นพระชนม์
เจ้าชายทรงเรียนหนังสือเมื่ออายุได้ ๗ ปี
เจ้าชายทรงศึกษาเล่าเรียนจากครูบาอาจารย์หลายสำนักจนจบศิลปวิทยาทั้ง ๑๘ ศาสตร์ เมื่ออายุได้ ๑๖ ปี
ต่อมาจึงมีคู่ครอง และอยู่ครองเรือนจนอายุ ๒๙ ปี
ขอให้เราสังเกตว่า ทั้งหมดนี้เป็นช่วงชีวิตขณะทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะทั้งสิ้น ยังไม่ได้มีความเป็นพุทธะอยู่ในองค์เจ้าชายเลย
หลังจากนั้นทรงออกผนวช และทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง ๖ ปี เจ้าชายจึงตรัสรู้อริยสัจ ดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่ออายุ ๓๕ ปี
พระพุทธเจ้าจึงประสูติ พระองค์ตรัสรู้ และพระองค์นิพพานในขณะวินาทีเดียวกัน เป็นการเกิดที่สมบูรณ์พร้อมฉับพลันในขณะนั้น เรียกว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น หรือเกิดแบบโอปปาติกะ
เมื่อเรามีความรู้ และมีความเข้าใจเช่นนี้ การที่พระพุทธเจ้าประสูติ แล้วทรงเดินได้ พูดได้ ไม่เปื้อนด้วยมลทินครรภ์ จึงไม่ใช่เรื่องเกินวิสัย
เช่นกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ของตนเข้าถึงพระรัตนตรัย คือเข้าถึงพระพุทธเจ้าในขณะเวลาใดก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้ประเสริฐ คือ มีความสะอาด สว่าง สงบ มีสันติสุขในสภาวะจิตทันทีเราจึงกล่าวว่า
“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ”
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านได้เปิดดวงตาให้เราได้มีโอกาสศึกษาเข้าใจถึงการเกิดขึ้นในสภาวะจิต และได้อาศัยแนวทางที่หลวงพ่อได้เปิดดวงตา จึงรู้ว่าเราถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างไร พระพุทธเจ้าเกิดเมื่อไร พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอย่างไร เราจะดับความทุกข์ได้อย่างไร
ขอให้ท่านทั้งหลายมั่นใจว่า “พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ” ไม่ใช่เป็นคำกล่าวเพียงให้ครบตามหลักของพิธีการ แต่เป็นการกล่าวที่เกิดจากความสำนึกขึ้นในดวงจิต ชีวิตของเราจึงพบความหมายที่พระองค์ได้ตรัสว่า ใครเป็นกัลยาณมิตรกับพระพุทธเจ้า ผู้นั้นจะเป็นผู้ไม่ตาย คือไม่มีอะไรจะตาย เพราะผู้นั้นเข้าอยู่ในองค์ธรรมแห่งความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การเข้าถึงพระธรรม
รัตนะที่ ๒ คือ พระธรรม หมายถึง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลักความจริงและความประพฤติ
จึงขอให้เราพิจารณาการเข้าถึงพระธรรม อย่างน้อย ๒ ความหมาย
๑. พระธรรมที่อยู่ในคัมภีร์ เราเข้าถึงพระธรรมหรือหลักความจริงที่อยู่ในคัมภีร์ ด้วยการอ่าน ศึกษาค้นคว้าถึงแนวทางปลดเปลื้องความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ แต่ยังไม่สามารถทำให้เราพ้นจากความทุกข์ได้
พระธรรมในคัมภีร์จึงเป็นเพียงองค์ประกอบ เป็นแนวทาง เป็นเครื่องมือ ยิ่งในสมัยนี้มักอยู่ในตู้ตามวัดถูกปิดประตูใส่กุญแจคงยากที่จะเข้าถึง
๒. พระธรรมโดยการทำหน้าที่ หรือโดยการประพฤติ
หลวงพ่อพุทธทาสและหลวงพ่อปัญญา ได้อธิบายและสรุปถึงใจความสาระสำคัญของพระธรรมว่า
“พระธรรมคือการทำหน้าที่ให้ถูกต้อง”
ถ้าพระธรรมคือ การทำหน้าที่ให้ถูกต้อง เราจะทำหน้าที่ให้ถูกต้องได้อย่างไร?
ในความหมายของพระธรรมเองนั้น บางท่านบอกว่าพระธรรมเป็นอัตตา บางท่านบอกว่าเป็นอนัตตา แล้วเอาอัตตากับอนัตตามาเป็นข้อโต้เถียงขัดแย้งกัน
ทั้งที่โดยรากศัพท์ และความหมายนั้น “อัตตา” มีความหมายตรงข้ามกับ “นิรัตตา”
“อัตตา” กับ “นิรัตตา” เป็นคำสอนที่มีอยู่ในคัมภีร์พระเวทของศาสนาฮินดู สองคำนี้จะมีความหมายตรงข้ามขัดแย้งกันคือ อัตตามีตัวตน นิรัตตาไม่มีตัวตน
ทั้งสองความหมายนี้จะตรงกันข้ามและต้องขัดแย้งคู่กันตลอดไป เช่นเดียวกับ
มีกลางวันก็ต้องมีกลางคืน
มีดำย่อมมีขาว
มีสูงย่อมมีต่ำ
แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นสิ่งที่ไม่มีคู่ คือ “อนัตตา”
“อนัตตา” หมายความว่า เป็นสิ่งที่มีอยู่ แม้จะมีอยู่ก็มีแต่ชื่อ แต่หาตัวตนแท้จริงไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าไม่มีตัวตน
อนัตตา จึงมีความหมายต่างจาก นิรัตตา
เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เราทำหน้าที่ให้ถูกต้อง จะอยู่ที่ใดทำหน้าที่ตรงนั้นให้ถูกต้อง ขณะนั้นเรากำลังอยู่กับอนัตตา
เมื่อเราบวช เราอยู่เป็นพระ เราก็ทำหน้าที่พระให้ถูกต้อง ญาติโยมทั้งหลายก็มีความสุขใจสบายใจ
เมื่ออยู่ที่บ้านมีครอบครัวทำหน้าที่ของสามีให้ถูกต้อง ทำหน้าที่ของภรรยาให้ถูกต้อง ครอบครัวย่อมมีความอบอุ่น มีความสุข
ในปัจจุบันขณะ เราจะพบความเป็นอนัตตาตลอดเวลา ขณะที่เรานั่งฟังอยู่ตรงนี้ เรียกว่าเราเป็นผู้ฟัง เมื่อลุกเดินจากไปขึ้นรถโดยสาร เราก็เป็นผู้โดยสาร กลับถึงบ้านพบสามี เราก็เป็นภรรยา หรือพบภรรยาเราก็เป็นสามี พบพ่อเราก็เป็นลูก พบลูกเราก็เป็นพ่อ ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตามบทบาทหน้าที่ของอนัตตา คือเป็นสิ่งที่มีอยู่ มีแต่ชื่อ แต่หาตัวตนแท้จริงไม่ได้ เมื่อเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน และปฏิบัติหน้าที่ให้ถููกต้องแล้วชีวิตจะไม่ผิดพลาดหรือล้มเหลว
ดังนั้นสิ่งสำคัญยิ่งคือเราต้องทำให้ถูกต้องตรงตามหน้าที่ ตรงตามพระธรรม ชีวิตจะพบแต่ความสงบสุข
พระองค์ได้ขยายความหมายโดยตรัสว่า
“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท”
ปฏิจจสมุปบาท คือสิ่งที่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน จะอยู่โดยลำพังไม่ได้
เมื่อเราอยู่โดยอาศัยซึ่งกันและกัน สิ่งที่ควรสรุปไว้ในหัวใจของเราก็คือ การเข้าถึงหน้าที่ที่ถูกต้องทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของชีวิตในขณะนั้น เรียกว่าเราเข้าถึงธรรม เราจึงกล่าวว่า
“ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ”
ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรมเป็นสรณะ
การเข้าถึงพระธรรม จึงไม่ใช่พระธรรมที่เป็นตัวคัมภีร์ แต่หมายถึงการเข้าถึงธรรมะ คือ ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง อันนี้เป็นสิ่งที่เราควรแก่การเอามาขบคิดพิจารณา ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ที่เป็นความจริงของสาระ
การเข้าถึงพระสงฆ์
รัตนะที่ ๓ คือ พระสงฆ์ หมายถึง สงฆ์สาวกผู้ปฏิบัติ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เราจึงต้องพิจารณาการเข้าถึงพระสงฆ์ อย่างน้อยใน ๒ ความหมาย
๑. พระสงฆ์ หมายถึง นักบวชตามพระธรรมวินัยที่เป็นคณะบุคคล
๒. พระสงฆ์ หมายถึง พระสงฆ์ที่เป็นสังฆรัตนะ หรือพระรัตนตรัย คือ ผู้ปฏิบัติตามพ้นจากความทุกข์ได้จริง
การเข้าถึงพระสงฆ์ในฐานะที่เป็นองค์ประกอบของพระรัตนตรัย จึงไม่ใช่หมายความเฉพาะการเข้าถึงพระภิกษุ
และความเข้าใจพื้นฐานอันเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรับรู้และเข้าใจตรงกัน คือ พระพุทธองค์ได้มอบพระพุทธศาสนาไว้แก่พุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
พุทธบริษัท เป็นบริษัทที่พระพุทธเจ้าจัดตั้งขึ้นมาก่อนบริษัทอื่นใดมาตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล และมีอายุยืนยาวต่อเนื่องมานานที่สุดในโลก และเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยบริษัทย่อย ๔ บริษัท ถือหุ้นร่วมกันเรียกว่า พุทธบริษัท
เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องยืนหยัดร่วมกันว่า เรามีภิกษุบริษัท เรามีภิกษุณีบริษัท แม้ปัจจุบันจะไม่มีภิกษุณี แต่เรามีแม่ชีหรือนักบวชหญิง และเรามีอุบาสกบริษัท เรามีอุบาสิกาบริษัท เมื่อเรากล่าวคำว่า
“สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”
ข้าพเจ้าเข้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
จึงไม่ใช่เข้าถึงพระภิกษุดังที่ได้อธิบายในข้างต้นแล้ว
ถ้าเรายึดถือเพียงพระภิกษุ และตีความหมายรวมว่าพระภิกษุเป็นพระสงฆ์ จะทำให้เกิดเงื่อนไขอันเป็นปัญหาขึ้น ดังที่หลายคนมีความเข้าใจกันผิดๆ หรือมีการกล่าวโทษพาดพิงถึงพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ที่ทำตัวไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย หรือทำตัวไม่ดี เป็นโลกวัชชะ สิ่งที่สังคมโลกติเตียน และหลายคนก็สรุปว่าพระสงฆ์เป็นเหตุทำให้ศาสนาเสื่อม ทำให้ศาสนาพัง และหมดศรัทธาในพระสงฆ์
เพราะเราไม่เข้าใจคำว่า “ภิกษุ” กับ “พระสงฆ์” นั้นมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร
ดังนั้นขอให้เรามีความเข้าใจและกำหนดให้ได้ว่า พระภิกษุ คือ ผู้เข้ามาบวชตามพระธรรมวินัย หรือที่เข้าใจกันคือ “เป็นลูกชาวบ้าน” หรือเป็นพระสงฆ์ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ เมื่อเข้ามาบวช ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย และมีเครื่องแบบที่ถือปฏิบัติสืืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
พระภิกษุเป็นเพียงบริษัทหนึ่งในพุทธบริษัท ๔ ยังไม่ใช่พระสงฆ์
พระสงฆ์ หมายถึงผู้ใด? และต้องปฏิบัติอย่างไร? จึงเรียกว่าพระสงฆ์
การที่เราจะเข้าถึงพระสงฆ์ หรือรู้จักพระสงฆ์ ในที่นี้ขอยกบทสวดมนต์ ในบทสวดพระสังฆคุณ ขึ้นมาพิจารณาว่า
”โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ…”
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติสมควร ปฏิบัติออกจากทุกข์ …
นี้เป็นบริบท ข้อกำหนดกฎเกณฑ์ของการประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์
“หมู่ใด” จึงมีความหมายครอบคลุม หมู่ภิกษุบริษัท หมู่ภิกษุณีบริษัท หมู่อุบาสกบริษัท และหมู่อุบาสิกาบริษัท
ดังนั้น ผู้ใดก็ตาม ที่ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว ปฏิบัติสมควร ปฏิบัติออกจากทุกข์ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
เมื่อเรากล่าวคำว่า “สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ” ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ จึงหมายถึงเราขอถึงการปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติสมควร ปฏิบัติออกจากทุกข์ เป็นที่พึ่ง ไม่ได้กล่าวตู่คำสอนว่า “ภิกษุ สะระณัง คัจฉามิ” ข้าพเจ้าขอถึงภิกษุเป็นสรณะ
นับว่าเป็นอีกสิ่งที่เราต้องทำความรู้ ทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นและต้องช่วยกันรักษา เพื่อให้งานพระศาสนา เป็นงานที่มีความหมายแก่การที่เราทั้งหลายจะได้รับการคุ้มครอง ให้เราทั้งหลายได้ทำหน้าที่ด้วยความตระหนักรู้ว่า ชีวิตนี้เราสามารถเข้าถึงพระรัตนตรัยได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้อะไรอื่นมาเป็นสื่อกลาง
เพราะพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่าตัวแทน
จะเห็นได้จากขณะที่เรามีทุกข์ ทำไมไม่มีตัวแทนที่จะเป็นทุกข์แทนเรา แต่ในขณะที่ต้องการจะดับทุกข์ ทำไมต้องผ่านหรือมีตัวแทน มาเป็นสื่อกลางช่วยดับทุกข์ หมดทุกข์ สิ้นทุกข์แทนเรา
ก้าวเดินตามรอยเท้าหลวงพ่อ
๙๖ ปี ของชีวิตพระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญานันทะ หลวงพ่อทำงานอย่างทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระรัตนตรัย เพื่อช่วยให้พี่น้องชาวพุทธเข้าถึงพระรัตนตรัย
ในวันนี้ชีวิตของหลวงพ่อ ร่างกายของท่านได้นอนไปตามลักษณะของธาตุ ๔ ที่เปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัย อันเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ แม้เราจะได้ไปกราบสรีระหลวงพ่อ จะได้มาบูชาหลวงพ่อ ก็ยังเรียกเพียงแค่เราได้มาถึง ไปถึง
แต่เรายังไม่ได้เข้าถึงหลวงพ่อ
เราจะเข้าถึงหลวงพ่อได้อย่างไร?
การเข้าถึงหลวงพ่อ ต้องเข้าถึงหลักใจ คือ พระรัตนตรัย ตามที่หลวงพ่อมอบกายถวายชีวิต เป็นทาสพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การเข้าถึงเช่นนี้ทำให้หลวงพ่อจะยังคงอยู่ จะไม่ตายจากพวกเรา
หลวงพ่อไม่ตายตั้งแต่ประกาศอธิษฐานหลักใจทั้ง ๕ ประการ และดำเนินชีวิตตามแนวทางนั้น เป็นความไม่ตายที่หลวงพ่อพบมาหลังจากบวชได้ ๗ ปี
หลวงพ่อมีพระรัตนตรัยเป็นกัลยาณมิตร จึงพบชีวิตที่ไม่ตาย ทุ่มเททุกอย่าง ทำได้อย่างไม่มีความเหน็ดเหนื่อย เพราะท่านเป็นผู้ให้ ทำแล้วไม่เอา เพราะมอบให้พระรัตนตรัยทั้งสิ้น ชีวิตจึงกลายเป็นชีวิตที่ไม่ตาย ถ้าเราสามารถทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นในชีวิตจิตใจ คือเดินตามรอยหลวงพ่อเราก็จะเป็นผู้ไม่ตาย
เราทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงควรเข้าถึงหลวงพ่อในส่วนของความไม่ตายกันเถิด การเดินตามรอยเท้าของหลวงพ่อที่ไม่มีวันตาย คือเดินตามรอยเท้าที่พระพุทธเจ้าได้เดินมา
วันนี้เป็นวันที่ท่านทั้งหลายที่มีน้ำใจรักในจริยปฏิบัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้มานั่งอยู่ต่อหน้าสรีระของหลวงพ่อ จึงขอนำสิ่งที่ไม่ตายมาสืบต่อไว้เป็นมรดกธรรม
ร่างกายเป็นของแตกได้ดับได้ แต่จิตวิญญาณที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ขออย่าให้ตาย ดังคำกล่าวว่า
“ไหว้พระพุทธ อย่าให้สะดุดเอาทองคำ
ไหว้พระธรรม อย่าให้ขยำเอาใบลาน
ไหว้พระสงฆ์ อย่าให้ถูกเอาลูกชาวบ้าน”
ก็จะเป็นบุญเป็นบารมีแก่ทุกท่าน แก่ทุกฝ่าย
พระธรรมเทศนาที่ได้แสดงมาก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ก่อนจะจบเพื่อลาจากในการแสดงพระธรรมเทศนา ขอเชิญชวนท่านทั้งหลายร่วมกันสงบใจเข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบ เมื่อไรเข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบ นั้นคือพบพระพุทธเจ้า หลวงพ่อปัญญาก็จะอยู่ตรงนั้น เราทั้งหลายก็จะพบหลวงพ่อ และเข้าถึงหลวงพ่อด้วยการระลึกถึงด้วยความเคารพและพบหลวงพ่อ ที่ความสะอาด สว่าง สงบ
ขอเชิญทุกท่านสงบใจเป็นเวลาพอสมควร เพื่อพบ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ แม้เราจะไป เราจะมา ก็ถึงได้แค่สรีระของท่าน เมื่อใดที่เข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบ จึงกล่าวได้ว่า เข้าถึงหรือได้พบหลวงพ่อปัญญาอย่างแท้จริง ขอให้ทุกท่านสงบใจ
ขออนุโมทนาในบุญบารมีของทุกท่าน น้อมถวายแด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านอนุโมทนาให้เราทั้งหลายจงเจริญในธรรมในวินัย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจงทั่วกัน
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: