Posted by: สิงห์ขาว | สิงหาคม 29, 2008

ร้อยใจ ฟื้นไทย ให้คืนธรรม

การเมือง ประชาสังคม ทุนทางสังคม
(จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปัจุบัน  ปัญญาสาส์นออนไลน์  จึงขอนำเสนอการเมืองในทัศนะหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ   เพื่อเป็นแนวคิดในการพัฒนาและแก้ไขการเมืองอย่างยั่งยืน โดยใช้ธรรมะนำหน้า โดยเฉพาะปัญหาขณะนี้ด้วยการใช้สันติวิธี ยุติความรุนแรง   ซึ่งดร.วีระ สมบูรณ์ เรียบเรียงจากปาฐกถาเรื่อง “การเมืองต้องเป็นเรื่องศีลธรรม” ในรายการ พุทธทาส ๑๐๐ ปี: ร้อยใจ ฟื้นไทย ให้คืนธรรม สวนโมกข์เสวนา ครั้งที่ ๑๐ วันเสาร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ณ ห้องประชุม ๓๐๕ อาคารหอประชุม มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) จัดโดย เครือข่ายธรรมโฆษณ์ ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ตีพิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๔๙ ถึง กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐)


ในเรื่องความหมายของการเมือง และการให้ความหมายของการเมืองอย่างสอดคล้องกับความหมายของธรรมะ ท่านพุทธทาสกล่าวสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า

“ขอ ให้นึกถึงความหมายของ ธรรมะ ใน ๔ ความหมาย : ธรรมะคือปรากฏการณ์ทั้งปวง, ธรรมะคีอกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ, นี่มันเกี่ยวกับโลกนี้อยู่อย่างแยกกันไม่ออก.
บ้านเมือง ทั้งหลาย นี่คือปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ; เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ; แม้เป็น ปัญหาทางการเมือง, มัน เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ. มนุษย์มี หน้าที่ ที่จะต้องสะสางมัน : เรื่องการเมือง เรื่องปฏิบัติทางการเมือง นี้ก็ เพื่อจะสะสางปัญหาของมนุษย์ให้หมดไป, คือขจัดความทุกข์ ความยาก ลำบาก ให้มันหมดไป แล้วในที่สุดก็ ได้รับความสงบสุข ซึ่งก็ เป็นธรรมะอีกความหมายหนึ่ง.

“ฉะนั้นทุกคนมันหลีกไปจากกฎเกณฑ์อันนี้ไม่ได้ ; เราจะหลีกไปจากการกระทำ ที่กำลังกระทำอยู่เพื่อสิ่งนี้ก็ไม่ได้. ขอให้ มองดูในแง่ลึก ถึงขนาดนี้เป็นอย่างน้อย ก็จะรู้ว่า สิ่งที่เรียกว่า การเมือง นั้น มัน มีอยู่แก่คนทุกคน ; กระทั่งว่าคนทุกคน มีส่วนแห่งการเป็นนักการเมืองไม่มากก็น้อย. นี้เป็นสิ่งที่ต้องทบทวน ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว.”

(เครื่องหมายวรรคตอน และการเน้นตัวเอนตัวหนา ในข้อความข้างต้นนี้ ผมคงไว้ตามต้นฉบับของท่านพุทธทาสอย่างเคร่งครัด)
และจากแนวการพิจารณาดังกล่าวนี้ ท่านพุทธทาสจึงให้คำจำกัดความ “การเมือง” ว่า

หมายถึง “ระบบการจัดหรือการกระทำ เพื่อคนจำนวนมากจะอยู่กันโดยปราศจากปัญหา โดยไม่ต้องใช้อาชญา” คำว่า “อาชญา” ในที่นี้ หมายถึง การใช้ความรุนแรง ดังนั้น วลีที่ว่า “โดยไม่ต้องใช้อาชญา” ผมเข้าใจว่า ย่อมหมายถึงสิ่งที่นักรัฐศาสตร์และนักกิจกรรมทางการเมืองจำนวนมาก เรียกว่า “การไม่ใช้ความรุนแรง” หรือ “สันติวิธี” หรือ “non-violence” นั่นเอง

ดังที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตไปแล้ว ว่าคำจำกัดความดังกล่าวนี้ ทำให้การเมือง มีความหมายครอบคลุมเป็นอย่างยิ่ง เพราะ “ระบบการจัดหรือการกระทำ” นั้น เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหรือพื้นที่ของการกระทำของมนุษย์ได้มากมาย ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่กับเฉพาะ รัฐ รัฐบาล หรือนักการเมือง ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป

ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อความข้างต้นและที่เคยกล่าวมาในครั้งก่อนๆ เรายังเห็นได้อีกว่า ท่านพุทธทาส ยกเอาสถานะของ “การเป็นนักการเมือง” ขึ้นเป็นนามธรรมอย่างกว้าง ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวนักการเมือง หรือบุคคลที่มีอาชีพเป็นนักการเมือง หรือเล่นการเมือง ตามรูปธรรมที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในระบอบการเมืองปัจจุบัน ดังนั้น คนทุกคนจึงมีและต้องมีความเป็นนักการเมือง ไม่มากก็น้อย

ใน “ธรรมะกับการเมือง” เมื่อท่านพุทธทาสกล่าวถึง นักการเมือง คุณสมบัติของนักการเมืองที่ดี ไปจนถึง “นักการเมืองสัตบุรุษ” “นักการเมืองโพธิสัตว์” หรือ “นักการเมืองของพระเจ้า” ท่านจึงไม่ได้มุ่งไปที่นักการเมืองที่เราเห็นๆ กันอยู่ทั่วไป แต่เน้นที่นามธรรมของความเป็นนักการเมือง ที่คนทุกคน สร้างให้เกิดขึ้นได้ในตัวเองได้ และเป็นบรรทัดฐานให้กับความเป็นผู้นำในทุกกลุ่มทุกสังคม

ผมเห็นว่า หากเรา “แปล” ความหมายหรือคำจำกัดความของการเมืองที่ท่านพุทธทาสให้ไว้นี้ ตามภาษาทางการเมืองหรือรัฐศาสตร์ร่วมสมัย อาจกล่าวได้ว่า การเมืองตามความหมายนี้ ใกล้เคียงกับแนวความคิดเรื่อง “ประชาสังคม” และ “ทุนทางสังคม” เป็นอย่างยิ่ง

ประชาสังคม หรือ civil society หมายถึง การรวมตัว การจัดระบบความสัมพันธ์ การจัดการทรัพยากร การสร้างวิถีชีวิตและระบบการแก้ไขปัญหาของสังคม โดยสมาชิกของสังคมหนึ่งๆ ในลักษณะที่ไม่ขึ้นต่ออำนาจรัฐ และไม่ได้อิงอาศัยกลไกตลาด หรือการซื้อขายด้วยเงินตรา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในทุกสังคม ล้วนมีวิธีการในการรวมตัว ประสานงานเพื่อจัดการสิ่งต่างๆ และแก้ไขปัญหาต่างๆ อยู่สามแนวทางใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ อำนาจรัฐ กลไกตลาด และประชาสังคม การเป็น “สังคม” ที่ไม่ได้อิงอาศัยอำนาจรัฐและกลไกตลาดเป็นหลักนั้น ย่อมรวมอยู่ในประชาสังคมทั้งสิ้น แม้จะมีขนาดหรือความเข้มแข็งแตกต่างกันออกไปก็ตาม

ประชาสังคมจึงเริ่มตั้งแต่หน่วยเล็กที่สุด อย่างครอบครัว เครือญาติ กลุ่มมิตรสหาย ชุมชนและองค์กรเล็กๆ จนถึงระดับกลาง เช่น วัด (และเครือข่ายศาสนิกชนที่สัมพันธ์กับวัดนั้นๆ) โรงเรียน (หมายถึงส่วนที่เป็นการรวมตัวกันของครู นักเรียน ผู้ปกครอง อย่างสมัครใจ) องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ (NGO) มูลนิธิ สถาบัน เครือข่ายหรือสมาคมของผู้ที่มีความสนใจ หรือเจตนารมณ์บางอย่างร่วมกัน รวมทั้งสหกรณ์ สหภาพแรงงาน และอื่นๆ

ส่วนระดับใหญ่ ก็เช่น สมัชชาระดับประเทศของผู้เรียกร้องในสิ่งเดียวกัน องค์กรร่วมของสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ สมาคมนักวิชาการซึ่งครอบคลุมในสาขาวิชาหนึ่งๆ การรวมตัวเป็นองค์กรอย่างกว้างขวางเพื่อต่อสู้ทางการเมือง หรือเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติโดยสมัครใจ เครือข่ายผู้ฟังแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยสื่อมวลชนสมัยใหม่ เช่น ผ่านวิทยุ โทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

และในระดับใหญ่กว้างขวางออกไปอีก ประชาสังคมจำนวนไม่น้อยยังมีลักษณะของการเชื่อมโยงเครือข่ายเป็นระดับระหว่างประเทศหรือระดับโลกเลยทีเดียว เช่น องค์การสาธารณกุศล องค์การดำเนินกิจกรรมทางสังคมการและสิ่งแวดล้อม หรือการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการค้าเสรี เป็นต้น

แต่การรวมตัวกันอย่างที่กล่าวมานี้ ใช่ว่าจู่ๆ วันดีคืนดี จะนึกรวมตัวกันขึ้นมาให้เป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้หรอกครับ จำต้องอาศัยพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องในระยะเวลาและพื้นที่หนึ่งๆ ซึ่งก็หมายความว่า จะต้องมีอัตลักษณ์บางประการร่วมกัน มีทั้ง “ภาษา” แนวความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกร่วม ความคุ้นเคยสนิทสนม มากบ้างน้อยบ้าง

ยิ่งถ้ามีความสืบเนื่องผ่านชุมชน จารีต ขนบประเพณี แบบแผนของการกระทำและความสัมพันธ์ ตลอดจนวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ก็จะทำให้การรวมตัวเพื่อจัดการวิถีชีวิตและแก้ไขปัญหาร่วมกันในลักษณะ “ประชาสังคม” มีความเป็นไปได้และมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

พื้นฐานทางสังคมที่เป็นศักยภาพให้กับประชาสังคมนี้ คือสิ่งที่เรียกกันว่า “ทุนทางสังคม” หรือ social capital นั่นเอง (ซึ่งไม่ได้หมายถึงทุนในแบบเงินๆ ทองๆ เป็นหลักนะครับ เพราะความสำคัญของทุนในแบบนั้น เป็นเรื่องที่ดำเนินอยู่ในกลไกตลาด ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาสังคม)

ประชาสังคม และ ทุนทางสังคม จึงเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน การมีทุนทางสังคมย่อมทำให้ประชาสังคมเกิดขึ้นได้ง่าย และดำเนินไปได้อย่างเข้มแข็ง ในทำนองกลับกัน ประชาสังคมที่เข้มแข็งย่อมทำให้ทุนทางสังคมสืบเนื่องยั่งยืน มีพลวัตสอดคล้องกับสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป

แต่ทุนทางสังคม หรือการรวมตัวกันในประชาสังคม มีลักษณะที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนอีกประการหนึ่ง นั่นคือ การไม่ใช้ความรุนแรง หรือหากกล่าวตามคำของท่านพุทธทาส คือการไม่ใช้อาชญา

ทั้งนี้เพราะมาเฟีย กลุ่มอาชญากร เครือข่ายค้ามนุษย์ค้ายาเสพติด แก๊งซิ่ง ก๊วนอันธพาล บ่อนการพนัน เหล่านี้ ไม่อาจถือเป็นประชาสังคมหรือทุนทางสังคมได้ คำว่า civil ซึ่งแปลเป็นไทยในความหมายของความเป็นพลเมือง หรือประชาชนนั้น ยังหมายถึง ความมีอารยะ มีหลักจริยธรรมหรือศีลธรรมบางประการกำกับอยู่ด้วย
ในแง่นี้ ประชาสังคม จึงต้องเป็น “อารยะสังคม” ด้วยเช่นกัน และทุนทางสังคม จึงต้องเป็นทุนที่มีบรรทัดฐานทางศีลธรรมประกอบอยู่ด้วย ส่วนใครจะแย้งว่า แม้แต่หมู่โจรก็ยังมีสัจจะได้ ก็จริงอยู่หรอกครับ แต่สัจจะในหมู่โจรนั้นตั้งอยู่ได้ไม่นาน ครั้นพอละเมิดสัจจะกัน บางทีแม้เพียงเล็กน้อย ก็มีวิธีจัดการกันอยู่วิธีเดียว คือ ทุบหรือกำจัดทิ้งไปจากโลกนี้เสีย

ด้วยความเข้าใจที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมจึงเห็นว่า “การเมือง” ตามคำจำกัดความที่ท่านพุทธทาสให้ไว้ โดยเชื่อมโยงกับความหมายของธรรมะ เน้นการไม่ใช้อาชญาหรือความรุนแรง ขยายขอบข่ายของมันให้ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งขยายรวมเอาทุกๆ คนเข้าไว้ ในฐานะที่เป็น “นักการเมือง” จึงมีนัยของ “ประชาสังคม” และ “ทุนทางสังคม” อยู่เป็นพื้นฐาน

หากจะลอง “แปล” คำจำกัดความของ “การเมือง” ดังที่ท่านพุทธทาสให้ไว้ เป็นภาษาร่วมสมัย ผมคิดว่า น่าจะกล่าวได้ว่า

“การเมือง คือ การรวมตัวกันของผู้คนในสังคม เพื่อจัดระบบการกระทำและความสัมพันธ์ด้านต่างๆ อันจะยังผลให้คนจำนวนมากอยู่ร่วมกันโดยปราศจากปัญหา ด้วยวิธีการไร้ความรุนแรง”

เมื่อแปลความออกมาเช่นนี้ เราย่อมเห็นได้ชัดว่า แนวความคิดของท่านพุทธทาส ยัง “เข้าประเด็น” ร่วมสมัยของเราเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าท่านจะนำเสนอมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ โน้นก็ตาม

อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ http://www.buddhadasa.in.th/site/articles/politic/politic.php

Advertisements

Responses

  1. ขออนุญาตินำเนื้อหานี้ไปลงบล๊อกเพื่อเผยแพร่หลักธรรม

    สำหรับผู้ที่ยังเป็นทุกข์จากการเมืองทุกวันนี้นะครับ

    คำตอบ สาธุ สาธุ สาธุ
    ขอบคุณพระธรรม
    ยินดีเป็นอย่างยิ่ง และสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่
    http://www.buddhadasa.in.th/index_main.php


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: