Posted by: สิงห์ขาว | กรกฎาคม 19, 2008

หลวงพ่อตอบปัญหา2

บูชาหลวงพ่อ

หลวงพ่อปัญญานันทะ ตอบปัญหา ๒ (๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒ ณ วัดปัญญานันทาราม : อบรมข้าราชการตำรวจ “ค่ายคุณธรรม”)

สุนี เวชประสิทธิ์ จากวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ตอนหลวงพ่อพูดถึงศรัทธา ก็มีความรู้สึกว่าศาสนาพุทธคือในการเสื่อมศรัทธาเกิดขึ้นได้ เช่น ตัวเองเป็นเด็กชนบท ในการปฏิบัติของพระสงฆ์เองในบางเรื่อง ทำให้คนที่ไปปฏิบัติเกิดความเสื่อมศรัทธา ก็คือว่าทำไมพระสงฆ์ยังปฏิบัติเช่นนี้ ซึ่งบางครั้งเราเองคงไม่เข้าใจ ในหลักของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เพราะว่าอาจจะเป็นคนเบาปัญญาไปบ้าง หรือการศึกษา การสั่งสอนอาจจะน้อยไป ก็จะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ก็จะมองจากพระสงฆ์นี้เป็นหลักเพราะถือว่าพระสงฆ์นี้เป็นตัวแทน มีความรู้ว่าถ้ามีพระอย่างนี้มากเกินไป เหมือนไม่เกิดประโยชน์ ในขณะเดี๋ยวกัน ทำให้เกิดศาสนาเสื่อมลง ว่าคนยึดที่ตัวบุคคลมากกว่าจะยึดทางศาสนาแท้จริง

หลวงพ่อ : เข้าใจ ขอบใจ แสดงความคิดความเห็นให้รับทราบ ก็ว่าญาติโยมชาวบ้านมีความเชื่อไม่ค่อยถูก เพราะว่าพระทำไม่ถูก คือพูดตรงไปตรงมา สนใจในเรื่องการสอนคนน้อย สนใจแต่เรื่องการสร้างวัตถุ

คือระเบียบของพระสงฆ์ ยกย่องพระก่อสร้าง เมื่อก่อนหลวงพ่อไม่รู้ แต่ไปเป็นรองภาค ๑๘ เจ้าคุณภาคท่านไม่มาจัดการประชุมอะไรที่กรุงเทพฯ จัดการเลื่อนบรรณาศักดิ์นี้ ก็ต้องไปนั่งประชุม พอไปนั่งประชุมถึงรู้นี้ อ๋อ ! นี่แสดงความผิดพลาด เพราะให้บรรดาศักดิ์แก่พระที่ก่อสร้าง สร้างโบสถ์ สร้างศาลา พัฒนาวัดอย่างนี้นะ ไม่ให้บรรดาศักดิ์แก่พระที่สอนคน สร้างคน ทีนี้พระก็คิดแต่ก่อสร้างในกรุงเทพฯ ต้องสร้างสามล้าน ถึงจะได้ สามชั้น ระดับภาคก็ต้องล้านห้า ภาคใต้ก็ต้องล้านห้า พระก็ต้องรายงานแต่เรื่องก่อสร้าง

หลวงพ่อดูแล้วไม่ถูกต้อง ต้องส่งเสริมพระที่สอนคน พระวัดไหนสอนคน พัฒนาคนให้ดีขึ้น ต้องเลื่อนบรรดาศักดิ์ ส่วนพระก่อสร้างไม่ต้อง ยุบ….ไม่ให้ก็ได้ พระเรามีหน้าที่สำคัญที่สุดสอนคนให้ฉลาด

พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้แล้ว ทำอะไรสอนคน พอตรัสรู้แล้วนั่งคิดว่า ไอ้สิ่งที่เรารู้นี้มันยากละเอียดลึกซึ้ง น่ากลัวคนมันจะไม่เข้าใจ มองไปที่สระน้ำใต้ต้นโพธิ์ มีสีหลายสี ดอกบัวที่เสมอน้ำจะบานตอนเช้า ดอกบัวที่จะบานในวันต่อไป ดอกบัวไม่บาน คนมันก็เหมือนดอกบัว พูดปุ๊บเข้าใจ ต้องอธิบายถึงจะเข้าใจ ก็นึกถึงพระอาจารย์เก่า ที่พระองค์เคยไปเรียนภาวนาชั้นต้น แต่ว่าตายเสียแล้ว ปัญจวัคคีย์ ๕ ท่าน ที่เคยมาอยู่ร่วมปฏิบัติด้วยกัน แต่เมื่อพระองค์เปลี่ยนแนว คือมาเป็นเคร่ง อดอาหาร เป็นทุกข์กรกิริยา เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก มาคิดแล้วไม่ได้เรื่อง ร่างกายหมดกำลัง จิตอ่อนแอ เปลี่ยนมาเสวยอาหาร พอเสวยอาหาร เปลี่ยนแนวแล้ว ก็ค้นคว้าต่อไปจนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็คิดถึงท่านทั้ง ๕ ว่าพอมีจิตใจพอสมควร ที่จะรับธรรมะ เลยออกเดินทางไปเลย ไปสู่พาราณสี

จากพุทธคยา ไปพาราณะสี นั่งรถไฟไป ๖ ชั่วโมง แต่พระพุทธเจ้าท่านลัดไปในป่า ไปถึงวันเพ็ญพอดี เลยคุยกันเข้าใจกัน เทศน์ให้ฟัง องค์เดียวเท่านั้นรู้เรื่อง โกญฑัญญะได้ความรู้ขึ้นมา ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีการเกิด สิ่งนั้นก็ต้องมีความดับ แต่เป็นความรู้ใหม่นะ ไม่เคยมีสอนมาก่อนในอินเดีย เลยได้บวชเป็นพระ ในพุทธศาสนาองค์แรก อีก ๔ องค์สอน ๔ วันจึงได้ปัญญา แล้วก็สอนสูตรที่ ๒ อนัตตลักขณะสูตร เรื่องอนันตา รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนันตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา ๕ ประการ ไม่มีตัวตน ท่านทั้ง ๕ ฟัง แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในพรรษานั้น ได้มีคนมาบวช ๖๐ คนมาเรียนมาปฏิบัติ ออกพรรษาก็ส่งออกไปสอนเขาด้วย นี้ป็นหน้าที่ที่พระพุทธเจ้าให้

หน้าที่ก่อสร้างนี่ เป็นสมภารก็สร้างโน้นสร้างนี้ จนไม่มีเวลาสอนคน หลวงพ่อบอกว่า ท่านทั้งหลายในเรื่องสร้างเป็นงานอดิเรก ไม่ใช้งานหลัก งานหลักคือการสอนคน

เราสร้างวัดนี้ก็เพื่อสอนคน สร้างสถานที่นี้ก็เพื่อสอนคน พระที่มาอยู่วัดนี้ก็ฝึกฝนตนเอง เพื่อสอนคน สอนไม่ได้หยุด สอนจนเหนื่อยแล้วเวลานี้

ท่านพระครูปลัดฯ (ปัจจุบันพระครูสีลวัฒนาภิรม) บ่นเหนื่อยแล้ว บอกเหนื่อยไม่ได้ หลวงพ่อยังไม่เหนื่อย ทำต่อไปก็ทำงานอยู่ตลอดเวลา สอนให้คนรู้ สอนก่อนสอนตามใต้ต้นไม้ ทุกแห่งทำอย่างนั้น ก็ก้าวหน้าในเรื่องการสอน แล้วโยมมาวัดนี้อย่ามาเพื่อเรื่องอื่น มาเพื่อการศึกษา มาหาพระเพื่อศึกษา มาไตร่ถามปัญหาชีวิต เรื่องธรรมะ วัดเป็นสถานที่ให้การศึกษาไม่ใช่เป็นสถานที่ให้จัดรำวง มีละคร มีลิเก เรื่องเหลวไหลทั้งนั้น จัดงาน ๕ วัน ๕ คืน เหลือเงิน ๒๐,๐๐๐ เหนื่อยจะตายได้ขยะเต็มวัด ทำไปทำไม เพราะไม่มีนโยบายสอนคน หาเงินด้วยการเอาดนตรีมายั่วคน

ต้องเปลี่ยนนโยบาย ต้องสอนคนให้ฉลาด แล้วเราจะสบาย ไม่ต้องลำบาก คนเขารู้ว่าพระต้องการอะไร เขาเอามาให้เท่าที่จำเป็น ไม่ให้เกินความต้องการ ไม่ใช่ซื้อบุญ ซื้อสวรรค์ ซื้อวิมาน ทำบุญจนหมดตัว มันไม่ถูก ทำให้มันพอดิบพอดี จึงจะใช้ได้ สอนน้อย พระเทศน์ไม่ค่อยเป็น เป็นพระดูหมอ ดูดวง รดน้ำมนต์ เขกกระบาล มันไม่ถูก คณะสงฆ์ยังไม่คิดพัฒนาให้มันดีขึ้น อยู่มันเป็นอย่างนี้ ต่อไปมันเสื่อม ไปไม่รอด เราต้องหาแนวทางที่ถูกต้อง.

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: