Posted by: สิงห์ขาว | มิถุนายน 22, 2008

วันพระ

บูชาหลวงพ่อ

วันพระ  โดย หลวงพ่อปัญญานันทะ   (๑๖ มีนาคม ๒๕๔๒ ณ วัดปัญญานันทาราม) 


วันพระ
เป็นวันแห่งความดี เป็นวันที่เราควรจะเข้าไปหาพระ รับคำสอนของพระนำมาเป็นหลักปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน ทุกศาสนามีวันพระด้วยกันทั้งนั้น ชาวพุทธเราปกติถือว่าวันเพ็ญ วันขึ้น ๘ ค่ำ วันกลางเดือน วันแรม ๘ วันดับนับทางจันทรคติถือว่าเป็นวันพระ ศาสนาคริสต์เขาถือวันอาทิตย์เป็นวันพระ อิสลามถือวันศุกร์เป็นวันพระ จะถือวันไหนก็ตามใจ

 ความหมายของวันพระ คือวันประเสริฐสำหรับชีวิต    ๗ วัน มีวันประเสริฐวันหนึ่ง เป็นวันแห่งการชำระชะล้าง เป็นวันแห่งการพิจารณาตัวเอง ตักเตือนตัวเอง แก้ไขตัวเองเพื่อทำตัวเราให้ดีขึ้น เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ ถ้าไม่ได้ซักเลยก็จะเหม็นสาบ ร่างกายไม่ได้อาบน้ำก็สกปรก มีกลิ่นไม่ค่อยจะดี บ้านเรือนไม่ได้ปัดกวาดก็ไม่สะอาดฉันใด

 ร่างกายจิตใจเรานี้ก็เหมือนกัน เราจะต้องมีการชำระชะล้าง เพราะสิ่งสกปรกเกิดขึ้นทุกวินาทีของชีวิต สิ่งที่เปื้อนกายเป็นสิ่งสกปรกภายนอก ราดด้วยน้ำได้ แต่สิ่งที่เปื้อนใจมันเป็นกิเลส ที่เกิดขึ้นครอบงำจิตใจ ทำให้จิตใจเปลี่ยนหน้าตาเดิม กลายเป็นสกปรก วุ่นวาย เร่าร้อน เป็นสิ่งที่เราจะต้องขัดต้องถูเอาสิ่งนั้นออก

 ทางศาสนาจึงตั้งระบบไว้ว่า วันพระเป็นวันชำระสะสาง เป็นวันที่ควรจะได้ใช้สติปัญญา พิจารณาตัวเอง ตักเตือนตัวเอง แก้ไขตัวเอง ก็เราทุกคนที่เกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ควรจะอยู่ด้วยความคิดว่าเราอยู่เพื่อความดีขึ้น อยู่เพื่อความดีขึ้น อยู่เพื่อความสะอาด อยู่เพื่อความสงบ อยู่เพื่อความสว่าง ไม่ใช่อยู่เพื่อความสกปรก เร่าร้อนวุ่นวาย ถ้าอยู่เพื่อความสกปรก ชีวิตลดค่าลดราคา จะไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าสมกับที่เราเกิดมาเป็นผู้เป็นคน เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมีการชำระสะสางบ่อย ๆ ความจริงก็ควรชำระกันทุกวัน สะสางกันทุกวัน แต่บางทีก็ลืมไป เพียงกำหนดไว้ว่า ๗ วัน เป็นวันหยุดงาน พักผ่อน แล้วก็ควรจะได้ชำระสะสางกายวาจา ใจ ของเราให้สะอาด ปราศจากสิ่งเศร้าหมองใจ

การเข้ามาชำระสะสางจิตใจนั้น เรียกว่าเข้ามาอยู่เพื่อปฏิบัติธรรม ตามภาษาธรรมะเขาเรียกว่า เข้าอยู่อุโบสถ อุโบสถ แปลว่าการเข้าไปอยู่ในกรอบของศีลธรรม ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์ ตามสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขตัวเอง เพื่อจะได้รู้จักตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่ามีอะไรมันเกิดขึ้นในใจของเรา เพื่อจะรู้ว่า สิ่งนั้นว่าเกิดอยู่ในตัวเรา มันให้อะไรแก่เรา ให้ความทุกข์ ให้ความสุข ให้ความเสื่อม ให้ความเจริญอย่างไร ถ้ารู้ว่ามันเป็นไปเพื่อความทุกข์ เพื่อความเสื่อม เราก็ต้องชำระสะสางเอาสิ่งนั้น ออกไปจากจิตใจ เครื่องมือสำหรับชำระสะสางจิตใจนั้น ก็คือหลักศีลธรรม คำสอนในทางพระศาสนา เราเป็นผู้นับถือพุทธศาสนา เราก็เอาหลักศีลธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นเครื่องมือสำหรับชำระสะสางชีวิตจิตใจ ให้ผ่องใส ให้สะอาดปราศจากสิ่งที่เป็นทุกข์เป็นโทษ ถ้าเราไม่ต้องการชำระสะสางชีวิตจิตใจ เราก็จะมีทุกข์มากขึ้น มีความไม่สะอาดมากขึ้น ก็เกิดเป็นปัญหา ปัญหาไม่ได้เกิดเฉพาะตัว แต่จะเกิดขึ้นแก่สังคม แก่ประเทศชาติ แก่ลูกก็ว่าได้.

Advertisements

Responses

  1. วันนี้ว้นพระ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: