Posted by: สิงห์ขาว | พฤษภาคม 5, 2008

๙๗ ปี ชาตกาลหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๕๔-๒๕๕๑

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

“หลวงพ่อ” เป็นนามที่คณะศิษย์โดยทั่วไปเอ่ยถึงด้วยความเคารพบูชา แทนชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “ปัญญานันทภิกขุ” หรือในนามพระราชาคณะซึ่งมีการเปลี่ยนไปตามสถานภาพของงานบริหารคณะสงฆ์ตั้งแต่ชั้นสามัญ คือ พระปัญญานันทมุนี, พระราชนันทมุนี, พระเทพวิสุทธิเมธี, พระธรรมโกศาจารย์, จนถึงชั้นพรหม ที่พระพรหมมังคลาจารย์

“หลวงพ่อ” มีชีวิตที่เรียบง่ายตามปกติ แต่มีความพิเศษที่ไม่ธรรมดาในการดำเนินชีวิตให้ลูกศิษย์ได้ประจักษ์ หลวงพ่อพูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส ในทุกๆ ด้าน ทุกๆ มุมของชีวิต และศิษย์ก็สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติ จนก่อให้เกิดคุณแก่ตนเองและสังคม ในมุมมองของลูกศิษย์พอจะประมวลในมิติหนึ่งได้ดังนี้

หลวงพ่อเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่

ด้วยความรักพ่อแม่จึงทำให้ชีวิตปลอดภัย หลวงพ่อเชื่อฟังอยู่ในโอวาทของพ่อแม่ หลวงพ่อมักเล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า ในวัยหนุ่มเพื่อนๆ ได้ชวนท่านไปเที่ยวตามประสา ในขณะที่คนอื่นๆ ชวนนางเข้าห้องกันทั้งนั้นแต่ท่านเพียงดูเฉยๆ จนเพื่อนว่า “ทำไมมึงยืนเซ่ออยู่ได้” สิ่งที่ทำให้ท่านยับยั้งชั่งใจได้เพราะคิดได้ว่า หากเกิดโรคร้ายขึ้นกับตัวกลับบ้านแม่จะเสียใจ ท่านจึงเดินออกจากที่นั้นแล้วไปขอนอนที่วัดและบวชเป็นสามเณรในเวลาต่อมา เมื่อถึงเวลาจะบวชพระก็นึกถึงคำสั่งของแม่อีกว่า “ลูกไปไหนก็ไม่ว่าแต่เมื่ออายุครบบวชก็ขอให้มาบวชให้แม่” ท่านจึงเดินทางกลับบ้านและบวชพระที่วัดนางลาด จังหวัดพัทลุง

หลวงพ่อเป็นนักพัฒนาชาติ

แนวทางพัฒนาชาติบ้านเมืองที่ทุกคนในชาติต้องระลึกและสำนึกไว้เสมอว่า เรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย ขอพวกเราจงอิ่มใจในสมบัติอันมีค่านี้จงเทิดทูลและถนอมไว้เสมอด้วยชีวิตของเรา เพราะพระศาสนาสอนให้เราพิจารณาตัวเองตักเตือนตัวเอง และแก้ไขตัวเอง ผู้ที่ทำได้อย่างนี้ก็คือคนพัฒนาชาติ

ประเทศชาติได้ให้เราเกิดอยู่อาศัย เจริญก้าวหน้า เราต้องพัฒนาชีวิต เพื่อให้ชาติได้อาศัยบ้าง หลวงพ่อถือตามหลักพุทธภาษิตว่า “อตฺตตฺถปญฺญา อสุจี มนุสฺสา บุคคลผู้ใช้สติปัญญาความสามารถ เพื่อประโยชน์ตนถ่ายเดียวเป็นคนสกปรก เป็นคนใช้ไม่ได้” 

 หลวงพ่อย้ำเตือนเสมอว่า “ใครที่รักชาติเพื่อท้องเพื่อกระเป๋าของตัว ให้เลิกรักชาติแบบนั้น เลิกกอบโกย แต่เริ่มเสียสละเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขส่วนรวม เราเกิดมาเพื่อเสริม เพื่อเติม เพื่อแต่งให้ชาติของเราเจริญก้าวหน้าดีกว่าที่จะอยู่ด้วยความมักมากอยากได้ จะเป็นประวัติศาสตร์ในทางร้ายไว้ในบ้านเมืองต่อไป”

หลวงพ่อกับการดำเนินชีวิต

ไม่เพียงแต่หลวงพ่อจะสอนลูกศิษย์อย่างเดียว หลวงพ่อจะเป็นผู้มีระเบียบในการดำเนินชีวิตทั้งในยามนอนและตื่น รวมถึงการทำงานในแต่ละวันตามที่ท่านสอน ท่านมักสอนว่า “ก่อนจะนอนควรไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ ทำใจให้สงบสบายเรียบร้อยแล้วก็นอนบอกตัวเองว่า ฉันจะนอน จะหยุดคิด หยุดนึกอะไรทั้งหมด ปิดประตูทุกประตูแล้วก็นึกว่า “หลับๆๆ” เวลาตื่นอย่าสร้างอารมณ์เป็นพิษขึ้นในจิตใจ ในเวลาเช้าตื่นแล้วก็นั่งสงบใจพูดกับตัวเองว่า วันนี้ฉันจะอยู่อย่างคนสงบ ฉันจะอยู่อย่างคนมีสติปัญญาฉันจะอยู่อย่างคนรู้เท่าทัน สรรพสิ่งทั้งหลาย ฉันจะไม่เป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่จำเป็น”

ด้านการทำงานถือคติว่า “การทำงานตามหน้าที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับชีวิต เพราะงานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุกเป็นสุขขณะทำงาน งานทำให้คนเป็นคนอย่างแท้จริง คนจะมีค่ามีราคาก็เพราะการทำงาน” นี่คือแนวทางการดำเนินชีวิต 

หลวงพ่อกับพระภิกษุเรื่องการศึกษา 


พระภิกษุ ถือว่าเป็นผู้นำหรือเป็นพี่คนโตของพุทธบริษัท จึงต้องเป็นหลักเป็นแบบที่ดีในการสร้างชีวิต ให้สมกับที่ได้บวชซึ่งทุกคนก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งว่า พระภิกษุคือผู้อยู่ในอุดมเพศ ดังนั้นควรใส่ใจการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองและสังคมพุทธบริษัท หลวงพ่อจึงสอน ว่า “คนใดที่ตั้งใจว่าจะบวชอยู่วัดก็ต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เรียนให้รู้ให้เข้าใจ เรียนบาลีให้พออ่านบาลีได้แล้วถ้าจะเรียนสมัยใหม่ ก็เรียนไปเถอะ เรียนจนถึงมหาวิทยาลัยก็ได้แต่ว่าเราเรียนเพื่ออยู่ ไม่ใช่เรียนเพื่อจะไป เรียนเพื่อออกจากโลก ไม่ใช่เรียนเพื่อจะเข้าไปอยู่กับชาวโลกทั้งหลาย เรียนเพื่อออกจากโลก อยู่วัดเพื่อช่วยโลก แต่ต้องอยู่อย่างคนฉลาด อย่าอยู่อย่างโง่ๆ อย่าอยู่อย่างไม่รู้อะไร อยู่เพื่อช่วยเหลือญาติโยมชาวบ้าน อยู่เพื่อนำเขาให้ก้าวไปข้างหน้า อย่าอยู่ให้เขานำ” ท่านต้องการเห็นพระภิกษุมีการศึกษาและเมื่อจบการศึกษาแล้ว ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ช่วยโลก โดยการช่วยพุทธบริษัทให้เจริญก้าวหน้าทางจิตทางวิญญาณ

หลวงพ่อเป็นนักการศาสนา

ศาสนาเป็นหลักเป็นที่พึ่งของมนุษย์ถ้านำไปใช้ถูกก็ก่อให้เกิดคุณแต่ถ้านำไปใช้ผิดก็ก่อให้เกิดโทษ สังคมเดือดร้อนเพราะคนนำศาสนาไปใช้ผิด หลวงพ่อได้เสนอแนวทางการประพฤติปฏิบัติของนักการศาสนาว่า “ศาสนาไม่ได้สอนให้เมาธรรมแต่สอนให้เลือกธรรมะมาใช้ในการขจัดทุกข์ของชีวิต การถือเขาถือเรา การถือนิกายโน่นนี่ไม่ใช่ศาสนา นักศาสนาทั้งหลายควรหยุดทะเลาะกันด้วยความเมาเสียที เพราะโลกกำลังก้าวหน้าไปในทางที่มีเหตุผลกันแล้ว โลกต้องการความรักความสามัคคี จงสอนให้สามัคคีกันโลกต้องการความไม่ถือเขาถือเรา จงสอนกันในทางนั้น” นี่คือความเป็นนักศาสนา เพื่อชีวิตรอดและโลกก็รอด 

หลวงพ่อเป็นนักพัฒนาสังคม

การอยู่ร่วมกันของคนหลายคนก็กลายเป็นสังคม สังคมใดคนมีธรรมะสังคมนั้นก็ร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าสังคมใดเต็มไปด้วยกิเลส หรือคนไม่มีธรรมะ สังคมนั้นก็เดือดร้อน หลวงพ่อได้เสนอแนวทางพัฒนาสังคมว่า “พระพุทธเจ้าสอนว่าในกาลไหนๆ เวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร แต่จะระงับได้ด้วยการไม่จองเวร ดังนั้นเลิกโกรธ เลิกเกลียด เลิกพยาบาทกัน เลิกถือเขาถือเรา ให้ถือว่าทุกคนเกิดมาร่วมทุกข์กัน อยู่กันฉันพี่น้อง หันหน้าเข้าหากัน ก็อยู่กันสบายไม่มีปัญหาอะไร” นี้คือแนวทางการพัฒนาสังคมเพื่อโลกร่มเย็นของหลวงพ่อ

หลวงพ่อเป็นนักมนุษย์นิยม 

การเป็นมนุษย์บางครั้งหลายคนมองไม่เห็นค่าของความเป็นมนุษย์ของตน ซ้ำร้ายทำลายตนก็มีเยอะ เช่น หลงอยู่ในอบายมุขหรือเชื่อถือสิ่งเหลวไหล แม้สิ่งที่มีค่าที่สุดก็นำไปใช้ผิดๆ หลวงพ่อยอมรับในความเป็นมนุษย์ว่าสำคัญยิ่ง จึงกล่าวว่า “การสร้างคัมภีร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด วิเศษที่สุดก็คือคัมภีร์ธรรมที่อยู่ในใจของเรา เอาร่างกายเป็นตู้ใส่พระคัมภีร์จารึกไว้ในใจตลอดเวลา แม้เราจะมีพระเครื่องห้อยคออยู่จนหนัก แต่ไม่มีพระธรรมในใจพระเครื่องเหล่านั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะวัตถุนั้นคุ้มครองไม่ได้ แต่ธรรมะซึ่งมีคุณค่าทางใจเป็นสิ่งที่คุ้มครองได้จริง” ท่านจึงสอนให้เชื่อกรรมคือเชื่อการกระทำของตนไม่ให้เชื่อสิ่งภายนอกที่ไม่ทำให้มนุษย์สมบูรณ์ กลับทำลายความเป็นมนุษย์เพราะมนุษย์คือผู้มีจิตใจสูงส่งด้วยคุณธรรม รู้จักละอายใจกลัวบาป มีความอดทน มีความสงบเสงี่ยม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมนุษย์

หลวงพ่อเป็นพระของพระพุทธศาสนา

หลวงพ่อได้ตั้งจิตปณิธานและกล่าวไว้เสมอว่า “ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตแต่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์” หลวงพ่อได้ใช้ชีวิต ตั้งแต่บวชจนถึงปัจจุบันก็มุ่งเพื่อรับใช้พระรัตนตรัยแก้ใขสิ่งผิดๆ ในวงการของพุทธบริษัท ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ” เวลาไปเทศน์เมืองไหน เขาก็หาว่าด่าเขา เพราะไปแนะนำเขาให้เลิกไหว้ผีสางเทวดาให้เลิกไหว้อะไรๆ ที่ไม่ควรจะไหว้ ให้มีใจจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง อย่าเป็นคนประเภทหลายใจ เดี๋ยวไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เดี๋ยวไหว้เสาหลักเมือง เดี๋ยวไหว้พระภูมิเจ้าที่ เดี๋ยวไปไหว้ต้นไม้ เดี๋ยวไปไหว้ ไอ้โน่น ไอ้นี่ ใครทำอะไรไว้ตรงไหนก็ไปไหว้กันทั้งนั้น แม้รูปเทวดาหน้าโรงแรมคนก็ไปไหว้กันเต็มไปหมด ดูแล้วก็แสนสงสารญาติโยมทั้งหลายว่าทำไมจึงงมงายกันอย่างนี้ แล้วมีใครบ้างในเมืองไทยนี้ที่จะกล้าบอกกับญาติโยมอย่างนั้นเขาไม่กล้า เพราะกลัวจะไปขัดผลประโยชน์อะไรๆ เข้า ไม่คิดจะสอนคนให้เข้าใจธรรมะ คิดแต่ว่าจะเอาใจญาติโยมเพียงประการเดียว แล้วศาสนามันจะไปรอดได้อย่างไร”   นี้คือจิตวิญญาณของหลวงพ่อที่รักพระศาสนาและคุ้มครองพุทธบริษัท

หลวงพ่อกับการสืบอายุพระพุทธศาสนา


 ความคิดของหลวงพ่อมีความหนักแน่นมั่งคง ดำรงชีวิตอยู่เพื่อพระพุทธศาสนา ร่างกายชีวิต จิตวิญญาณเพื่อสืบอายุพุทธศาสนาผลงานทุกชิ้นทั้งที่เป็นวัตถุการก่อสร้างต่างๆ ในนามปัญญานันทะ ทั้งผลงานการเขียนการพูด ก็มุ่งเพื่อสืบอายุพระศาสนา วัดหลายวัด เช่น วัดชลประทานรังสฤษฏ์ นนทบุรี วัดอุโมงค์ เชียงใหม่ วัดปัญญานันทาราม ปทุมธานี วัดพุทธปัญญา นนทบุรี สถานปฏิบัติธรรมแทนวันดีเจริญสุข กทม. เป็นต้น แม้ในต่างประเทศ เช่นวัดพุทธธรรม วัดพุทธปัญญา วัดอตัมยตาราม วัดรัตนปัญญา สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังมีงานเขียนอีกมากมาย เพื่อสืบสานงานพระพุทธศาสนา

ที่สำคัญการเกิดขึ้นของศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์ (ที่ระลึก ๘๐ ปี ปัญญานันทะ) ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อสานสร้างงานพระศาสนาสนองตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อด้วยวัตถุประสงค์ว่า “ศึกษาพุทธธรรมให้เข้าใจ นำไปปฏิบัติ ช่วยกันเผยแผ่ และอนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์” เป็นแนวทางในการสืบอายุพระพุทธศาสนาตามปณิธานของหลวงพ่อ

หลวงพ่อกับงานสร้างวัดเป็นมรดกธรรม

หลวงพ่อได้ร่วมสร้างศาสนสภาน ศาสนวัตถุและการสร้างวัดมาตลอดชีวิตมากมายหลายวัดจนยากที่จะนับโดยจำนวน ทุกวัดที่หลวงพ่อได้เกี่ยวข้องก็มุ่งหวังเพื่อเป็นมรดกธรรมและสร้างความเจริญให้กับวัดในที่นั้น

วัดปัญญานันทาราม เป็นวัดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้สร้างโดยตรงท่านได้ให้แนวทาง เพื่อทำวัดให้เป็นวัดว่า “สร้างวัด สร้างพระ สร้างคน สร้างเยาวชนของชาติ สร้างศาสนทายาทให้มีชีวิตอยู่ในโลกอย่างถูกต้อง ให้มีชีวิตเรียบร้อยตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจวัตถุนิยมมากเกินไป” ด้วยแนวทางที่หลวงพ่อได้มอบหมายไว้ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติ ทั้งสร้างศาสนวัตถุ และศาสนบุคคลก็เกิดผล นำสู่การประพฤติปฏิบัติร่วมกันในสังคมชาวพุทธ

และความหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง หลวงพ่อให้คำจำกัดความของวัดปัญญานันทารามว่า “อารามที่เพลิดเพลินด้วยความรู้” จึงทำให้ทุกฝ่ายมุ่งพัฒนาความรู้ หรือสติปัญญาให้ไปสู่เป้าหมายคือการดับทุกข์ ความทุกข์เป็นปัญหาหลักของมนุษย์การช่วยกันและกันให้พ้นจากความทุกข์ ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของวัดหรือเข้ามามีส่วนกับวัด

กว่าจะเป็นหลวงพ่อพระพรหมมังคลาจารย์

ด้วยความจริงแล้วคนเราเกิดมาจากพ่อแม่ และเป็นปูชนียบุคคลที่ทุกท่านโดยส่วนใหญ่ก็รู้จักและจำได้   แต่การได้เกิดจากบุคคลที่เป็นแบบแห่งความดีความงามให้่นำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตได้ตลอดกาล ให้ชีวิตนี้ได้ก่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนและผู้อื่น ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิต โดยมุ่งเอาบุญเป็นกำลังใจ เอาสุขใจเป็นปีติ เอาสัมมาทิฏฐิเป็นการดับทุกข์ มุ่งความสุขคือพระนิพพาน เอาหัวใจไว้ให้กับวิมุติ อย่างเช่นหลวงพ่อ : พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) พ่อของลูกพระ ทั้งวันนี้ และวันต่อไปและตลอดไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: